บ้าน…

ตั้งแต่เด็กจนโต ผมไม่รู้หรอกว่าบ้านมีความหมายอย่างไร
รู้แต่ว่ากลับบ้านมามีพ่อมีแม่ และเรามักนั่งวงล้อมกินข้าวกันบ่อยๆ
บ้านหลังนี้จำความได้ว่าพอพ่อกับแม่มีผม ทั้งสองคนตัดสินใจเอาเงินเดือนน้อยนิดมาผ่อนที่แห่งนี้ไว้
เผื่อวันนึงมันจะได้เป็นสมบัติให้ลูก
ที่ที่ในสมัยก่อนไกลเกินกว่ารถเมล์จะมาถึง เดินผ่านทุ่งนาและลำธารกว่ากิโลเพื่อเข้าไปถึงที่รกๆแห่งนึง
มีต้นไม้ปลูกไว้บ้างตามสภาพของการแวะมาดู
ตราบจนเราย้ายมาอยู่บ้านนี้จริงๆเมื่อผมเรียนจบ ม.3 และมีรถมเล์หลากสายวิ่งผ่านหน้าบ้าน
และมีห้างใหญ่ไม่ไกลนักมาสร้างตามมา

จวบจนเวลาผ่านไป ซอยเล็กๆที่มีลำธาร เต็มไปด้วยอพาร์ทเมนท์และคอนโดที่มาสร้างอยู่รายล้อม
จะกลับเข้าบ้านแต่ละทีต้องขับรถหลบแล้วหลบอีก มอเตอร์ไซส์จอดไม่หลบ รถของคนบ้านข้างๆจอดขวางทางเข้า
จะถอยรถเข้าบ้านขยับแล้วขยับอีกเหมือนจะผ่านเขาวงกต
หลายครั้งที่ผมขับรถออกไปดูบ้านใหม่ที่คิดจะย้ายออกไป
เพื่อนบ้านก็แสนจะจัญไร ทำอะไรก็ไม่ได้นึกถึงข้อกำหนดกฏหมายเอาแต่บ้านตัวเองได้
อยากย้ายเสียวันนี้พรุ่งนี้

จวบจนถึงวันที่น้ำท่วม การนอนเฝ้าบ้านทุกคืนของทุกวัน คอยสูบน้ำทุกเช้าเย็น ทำให้ผมเห็นอะไรสักอย่างในบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนหลังนี้
มันเป็นการมองเห็นอะไรที่อธิบายเป็นคำพูดทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้

หลังจากน้ำท่วม นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ซ่อมบ้าน เราตัดสินใจย้ายประตูใหม่ ทำหลังคาตรงที่จอดรถ
และปูกระเบื้องอะไรอีกหลายสิ่ง

ผมนั่งมองตอนช่างทุบบ้าน พบว่าช่างเก่าทำงานไว้ปราณีตมาก ถึงมันจะเป็นเพียงบ้านชนชั้นกลาง
แต่มันก็เปี่ยมด้วยรากฐานที่ดี ผมนั่งมองแม่มองบ้านที่ถูกทุบด้วยสายตาที่ห่วงใยและไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่
แต่ก็รับรู้ได้ว่า นอกจากความสงสัยว่ามันจะเปลี่ยนเป็นยังไง มีสายตาของความอาทรอะไรในความเปลี่ยนไปอยู่ในนั้น
ช่วงระยะเวลาที่ซ่อมบ้าน ผมเทียวไปเทียวมา วิ่งดูนั้นนี่ มารู้ตัวอีกทีบ้านก็เสร็จแล้ว

ช่วงระยะเวลาที่ทำบ้าน ผมมักจะลงมานั่งอยู่กลางกองฝุ่นและปูนซีเมนต์ที่มันกระจายเต็มอยู่เต็มบ้านเสมอๆในยามดึกดื่น
บางทีก็เดินสำรวจนั่นนี่ในช่วงค่อนเช้าอยู่บ่อยๆ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างดูดออกมา
มีอะไรสักสิ่งปลุกให้ตื่นมาดู หมาที่เลี้ยงไว้มักจะวิ่งมาหาผมเสมอถ้าผมลงมาตอนดึก มันคงนึกบ่นผงปูนทั้งหลายว่าทำบ้านสกปรก
ฝุ่นปูนปลิวเต็มบ้านลามไปจนถึงห้องนอนชั้นบน เราต้องอดทนอยู่กันในสภาพนั้นสักพักใหญ่

จวบจนบ้านเสร็จเรียบร้อย ผมไม่ได้เห็นสายตาของแม่เปลี่ยนไปในทางไหน แกก็มองบ้านหลังเดิมของแกไม่เปลี่ยนไป
อาจจะสบายขึ้น แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องความสบายอื่นใด

ผมกลับรู้สึกว่า”แม่” ทำให้ “บ้าน” มันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะย้ายไปไหน
ผมรู้สึกว่ามันเป็นบ้านของแม่มาตลอดถึงไม่ได้ใส่ใจอะไร จวบจนวันที่ผมมองดูบ้านหลังนี้ซ่อมเสร็จ
ผมรู้ถึงความหมายว่า บ้านเป็นของเราอย่างเปี่ยมหัวใจ นึกต่อว่าตัวเองที่ไม่ตัดสินใจทำอะไรซะ
มันแต่มองหาบ้านใหม่และอะไรที่ไกลเกินกว่าเราจะทำได้
บ้าน จริงๆไม่ได้ต้องการเนื้อที่มากมายอะไร
มันต้องการแค่คนที่มีหัวใจอาศัยในบ้านหลังนั้น

ผมยังอาศัยบ้านของแม่อยู่จนถึงนาทีนี้ ถึงวันนึงข้างหน้าจะเป็นของผม
แต่ผมอยากให้เป็นบ้านของแม่แบบนี้ไปอีกนานแสนนาน

คนไม่มีบ้าน ยังไม่น่าสงสารเท่าคนที่ไม่รู้แม้แต่ทางที่จะพาตัวเองกลับบ้าน
กว่าคนเหล่านั้นจะรู้จักคำว่าบ้าน อาจจะไม่มีบ้านเหลือไว้ แม้แต่ในหัวใจตัวเอง

One response

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s