“โรงเรียนเพาะช่าง”

ผมจบการศึกษามาจาก “โรงเรียนเพาะช่าง”
นั่นอาจจะเป็นความภาคภูมิใจในไม่กี่สิ่งในชีวิต
ไม่มีอะไรมากกว่าวัยรุ่นสักคนฝันอยากจะเรียนศิลปะ แล้วที่หมายที่คิดไว้ในใจก็มีอยู่ที่เดียวคือ “โรงเรียนเพาะช่าง”
ถึงแม้โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยจะเป็นพวกบ้าสถาบันอะไรมากนัก
แต่ “โรงเรียนเพาะช่าง” คือหนึ่งในความภูมิใจ หนึ่งในความทรงจำที่มากมายไม่กี่สิ่งในชีวิต

แรกเริ่มทีเดียวตอนเรียน มัธยมที่วัดราชบพิธ
มีพี่ข้างๆบ้านคนนึงแกเรียนศิลปะ ไม่ได้รู้อะไรมากนัก แต่จำได้ว่าพี่แกเป็นคนน่ารักอัธยาศัยดี
แกชื่อพี่ตี๋ คนเดียวกับที่โดนระเบิดลงตอนที่มีการประท้วงนั่นล่ะ
ในข่าวไม่ว่าจะเขียนยังไง คนที่รู้จักพี่ตี๋จะรู้เลยว่า นี่คือผู้ชายที่น่ารักที่สุดในโลก ยิ้มแย้ม ใจดี และมองโลกนี้ด้วยความรู้สึกที่ดีมากๆ
แกเรียนที่ “โรงเรียนเพาะช่าง” ในภาควิชา จิตรกรรม
เพื่อนผมคนนึงที่เรียนมัธยมมาด้วยกัน มีพ่อเป็นนักการอยู่ในนั้น ตกเย็นเรามักจะเดินไปมาละแวกนั้นกันบ่อยๆ
แน่นอนว่า เรามักจะจบลงด้วยการเข้าไปนั่งเล่นบ้านเพื่อนคนนั้นในเพาะช่าง
ผมเจอพี่ตี๋วาดรูปอยู่เสมอๆ และแกมักจะชวนผมคุยนั่นนี่แบบพี่ใจดีเสมอ
แล้วผมก็ย้ายบ้านออกมาจากละแวกเดิม

“โรงเรียนเพาะช่าง” ยังคงเป็นความทรงจำสีจางเสมอๆมา
ภาพที่ทุกคนในนั้น น่ารักมาสำหรับความทรงจำของเด็กมัธยม
คนผมยาวพูดจาเพราะ ไม่มีใครใส่ชุดนักเรียนเลย
ทุกคนดูสุนทรีย์และมีความสุข

ผมไม่ได้เรียนศิลปะที่ไทยวิจิตร เพราะแม่กลัวนักเรียนตีกันในสมัยนั้น แม่เลยให้เข้า เซนต์จอห์น ฮ่าๆๆ
สถาปัตย์คือสิ่งที่ผมเลือกเรียนในสมัยนั้นแต่ แน่นอนว่าผมไม่เคยลืม “โรงเรียนเพาะช่าง” ไป
อาจจะเป็นความมุ่งมั่นสิ่งเดียวในวัยรุ่นก็ได้ ว่าอยากจะไปเรียนที่นี่ ไม่มีเหตุผลอื่นใด
ปีแรกที่สอบเข้า ผมสอบไม่ติด ด้วยเหตุผมในหลายๆอย่าง ตอนนั้นใจมุ่งไปที่ พายัพมากกว่า
ผมไปกับเพื่อนอีกสามคนคือ อี๊ส และ ยอด ไม่มีใครติด
ปีถัดมาผมกลับไปใหม่ อี๊สไปติวกับรุ่นพี่ ยอดนั่งรถมาซ้อมวาดรูปที่บ้านผม
ยอดมีฝีมือทาง drawing ที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว เหตุผลเดียวที่ยอดมีทักษะนี้คือ พ่อของยอดจบที่ “โรงเรียนเพาะช่าง”

แม่ผมไม่ค่อยเต็มใจให้ไปสอบใหม่นัก ด้วยที่แม่คิดว่าเรียนที่ไหนก็ได้ถ้าเราตั้งใจ
แต่ผมรู้มาตลอดหลังๆเลยว่า ผมขาดแรงบันดาลใจ และการไปสอบเพื่อเข้าเรียนใหม่ จะให้ผมมากกว่านั้น

ผมจำข้อสอบที่น่ารักในสมัยนั้นได้ ในข้อเขียนมีข้อสอบถามว่า รถเมล์สาย 60 วิ่งจากไหนไปไหน
นักฟุตบอลหมายเลข 13 ของทีมชาติไทยชื่ออะไร
ข้อสอบเหล่านี้ไม่ยาก แต่มันก็วัดอะไรจากเราได้ ที่สำคัญผมขำตายว่าเออแปลกดี

ต่อมามีสอบปฏิบัติ ทุกคนเกร็งกันมากเพราะแน่นอนว่าเป็นการวัดฝีมือโดยธรรมชาติ
จะอยู่จะไปก็ตรงนี้ แถมยังมีความถนัดวิชาชีพอีก
ปีที่ผมสอบใหม่เป็นปีที่รับนักเรียนน้อยลง โดย คณะออกแบบจะรับสลับกันปีต่อปี
ผมจำได้ว่า ในวิชา drawing นั้น ทุกคนหมายหมั้นปั้นมือว่าจะเห็นหุ่นที่เขาจัดมาให้วาด
ถ้าผมจำไม่ผิดโจทย์ที่ได้มาในกระดาษคือ ให้วาดรูปในหลวง แต่ไม่มีรูปในหลวงอยู่ในห้องนั้นและอาจารย์ที่คุมสอบบอกว่าห้ามหยิบแบงค์มาดู
ทุกคนต้องวาดจากความทรงจำและความคุ้นเคยเท่านั้น
หลังจากนั้นยังมีการสอบปฏิบัติอีก แน่นอนว่าทุกคนจำได้ว่ามันยากในเวลาจำกัด
การทำ sketch design ในเวลาสั้นๆแถมต้องลงสีเพื่อให้ อาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบเห็นผลงานของเราทันในเวลา 2 ชั่วโมงนั้น ลุ้นมาก
ผลการสอบในปีนั้น ผม อี๊ส และยอด สอบติดทั้งสามคน เราสอบติดคณะออกแบบตกแต่งภายในห้องเดียวกัน
หลังจากวันนั้น ทุกอย่างก็เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว
ผมได้เข้าไปเรียนที่ “โรงเรียนเพาะช่าง” โรงเรียนศิลปะแห่งแรกของประเทศไทยก็ว่าได้
ผมได้มีเพื่อนที่ดี มีอาจารย์ที่รัก มีรุ่นน้องที่มากรู้จัก และใช้คำว่าผูกพันกับสถาบันอันเป็นที่รักก็ว่าได้

เพื่อนที่เคยนั่งหน้าตึกกลางจนมืดค่ำ ก็ยังพบเจอกันแล้วก็ยังมีนิสัยกันแบบนั้นในทุกวันนี้

วันนี้…ชื่อ “โรงเรียนเพาะช่าง” ถูกเรียกใหม่ว่ามหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์
ด้วยเหตุผลจากผู้บริหารเพียงเพราะว่า “โรงเรียนเพาะช่าง”มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยใช้คำว่าโรงเรียนไม่ได้
เมื่อคราวนั้น ผมก็รู้สึกเจ็บแปลบบ้างและได้พูดคุยกับอาจารย์ที่เคยสอน drawing กันมาว่าเกิดอะไรขึ้น

วันนี้ น่าตลกมากที่ อธิการบดี บอกว่า จะไม่มีสอบปฏิบัติแล้ว มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์
ที่ไปอาศัยสถานที่ของ “โรงเรียนเพาะช่าง” อยู่ในทุกวันนี้ เป็นโรงเรียนศิลปะที่ไม่สอบความถนัดทางวิชาชีพ
ผมนึกสงสัยอยู่ว่า แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงว่าเด็กคนไหนวาดรูปเป็นไหม หรือมีพื้นฐานการออกแบบยังไง
เป็นความสงสัยในความนึกคิดของคนที่คิดว่าไม่ต้องมีการสอบภาคปฏิบัติว่ามันไม่รู้จักคำว่าความถนัดทางศิลปะหรือไร
นั่นไม่สงสัยเท่ากับว่า มึงไม่รู้จัก “โรงเรียนเพาะช่าง” กันหรือ มึงไม่รู้เหรอว่าผู้ก่อตั้ง “โรงเรียนเพาะช่าง” คือใคร
ที่ที่มึงนั่งบริหารอยู่มึงรู้ไหมว่ามันศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน

ถ้าไม่รู้ มึงก็รู้ไว้ด้วยว่า ในฐานะที่กูเคยมีลูกศิษย์อยู่ที่นั่นกับเขาเหมือนกัน
กูเคยไปสอนที่นั่น และเคยสอนที่วิทยาลัยช่างหนังลาดพร้าว มีลูกศิษย์ไปสอบที่นั่นติดหลายคนเหมือนกัน

กูอยากจะบอกด้วยความอัดอั้นว่า พวกมึงเอาห่าอะไรมาคิดว่ามึงจะลบ”โรงเรียนเพาะช่าง”ออกไปได้
มึงรู้ไหมว่า พวกมึงทำไม่ได้หรอก
แค่รูปทรงอาคาร มันก็เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารหรือการบัญชีไม่ได้แล้ว

หากแต่วิญญานอาจารย์และศิษย์เก่าที่เรามีเลือดแดงดำเช่นกัน

ไม่มีใครรู้จักมหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์หรอก
“โรงเรียนเพาะช่าง” เท่านั้น ที่คนยังเรียกขานเวลาไปไหนไมาไหนในย่านนั้น

หากใครสักคนจะลบประวัติศาสตร์”โรงเรียนเพาะช่าง”
มึงก็ต้องมาตามฆ่าเพื่อนพี่น้องกูทุกคนไปด้วย
เพราะทุกคนที่ผมรู้จักในวันนี้
พวกเรามีสิ่งหนึ่งที่ร่วมกันมาและภูมิใจเสมอๆมาเวลาเราบอกใครว่าเราจบที่ไหน
ผมเชื่อว่าทุกคนรวมทั้งศิษย์ปัจจุบัน เราก็ยังพูดเหมือนกันว่า
เราจบจาก “โรงเรียนเพาะช่าง”

 
ขอบคุณนักศึกษาที่ประท้วงจนโลกรับรู้เรื่องนี้ครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s