บ้านนอก

บ้านนอก

ชีวิตที่ใกล้หลักสี่มันเป็นยังงี้นี่เอง
ทำงานกลับดึกดื่น ตื่นเช้าเพื่อไปทำงาน เจ็บหลังปวดขา เอวเคล็ด
บางทีก็ปวดหัวไปทั้งวัน
ไม่รู้ว่าแก่แล้วสายตาเปลี่ยน หรือเพราะไมเกรนมาเยี่ยมเยียน หรือ ลูกค้าแวะเวียนมาก็ไม่รู้

แต่ทั้งหมดก็ช่างมันเถอะ เขายิ่งบอกว่าคนแก่ขี้บ่นแล้วก็มักจะทนอะไรไม่ค่อยได้ ใกล้ๆจะวัยทอง
ไม่มีอะไรจีรังนั่นล่ะจีรัง ความเปลี่ยนแปลงคือความยั่งยืนเดียวของชีวิต

ในวันที่เหนื่อยที่ท้อผมอยากมีบ้านนอกเป็นของตัวเอง
บ้านนอกที่เวลาเหนื่อยเวลาท้อก็ห้อรถ นั่งรถทัวร์ในคืนวันศุกร์
กลับไปเจอทุ่งนาที่พร้อมให้อภัย และท้องฟ้าที่พร้อมให้เริ่มต้นใหม่ในเช้าวันเสาร์
ผมฟังคนที่มีบ้านนอกเป็นของตัวเองแล้วรูสึกครั่นคร้าม อยากมีกับเขาบ้าง

อยากมีต้นไม้ใหญ่ที่เคยนั่งตั้งแต่เด็กและมันยังคงยืนต้นอยู่ไม่โดนรุกถางไปเป็นหมู่บ้าน
แต่บางทีมันอาจจะยืนตายซากมาตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อครั้งที่แล้ว
ผมคงจะเดินทักทายเพื่อนที่สมัยเด็กเคยวิ่งเล่นกัน ลูกพวกมันคงจะโตพอจะขี่มอร์ไซส์ได้
ดาวประจำโรงเรียนคนนั้น เธอนั่งอยู่ในซุ้มยาดองแต่เช้าก่นด่าไอ้อดีตนักกีฬาประจำอำเภอที่เธอเผลอไปเชียร์เข้าในสมัยนั้น

ตกบ่ายผมคงขี่จักรยานไปที่ทุ่งที่ผมเคยมานอนเล่นถ่ายรูป
รอเวลากินม้ากระทืบโรงตอนค่ำๆกับเพื่อนที่กลับมาจากทำนาและหาปลา
คืนวันเสาร์ ผมน่าจะมีปลาตัวไม่ใหญ่มากเผากับดินคลุกเกลือกินแก้มเหล้ารสฝาดบาดคอ

ทั้งหมดมันก็เป็นได้แค่เรื่องที่รอคนมาถากถางกันต่อไป
ฝันกลางวัน…ไอ้คนมองโลกในแง่ดี ไอ้มีสุนทรีย์ในหัวใจ

มันน่าตลกตรงที่ฝันแบบนี้มันเกิดในเช้าวันอาทิตย์หลังจากที่ผมต้องเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ
ผมฝันอยากจะมีบ้านนอกในที่ของผมในความคิดคำนึงของผม

ถ้าใครอ่านแล้วหมั่นไส้ในความพยายามกระแดะเป็นคนดีของผม
จงปลงซะ

ไม่เคยฝันกันเหรอ บ้านที่มีทุ่งไร่สุดปลายตา
สีเขียวของต้นหญ้าตัดกับเส้นขอบฟ้า
เอาเท้าพาดบนระเบียง มองไปไกลๆในแสงแปลบปลาบไกลๆของสายฟ้า

น้องๆนุ่งบิกินี่ เดินกันขวักไขว่เพื่อเตรียมมื้อเย็นที่เห็นฝนโปรยไกลๆ
อ่าห์ นาทีนั้น

ผมฝันอยากให้มาถึงไวๆ

 

2 นาฑี รามอินทรา

2 นาฑี รามอินทรา

เวลา ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์เสมอๆ

ไม่ว่าจะเป็นถนนใหญ่ในนิวยอร์ค ตรอกเล็กๆในปารีส หรือสี่แยกไฟแดงกิโลแปด
ปฏิทินบอกว่าเวลาล่วงผ่านเดือนแรกของปีโลกแตกมาแล้วเกือบเดือน
ปีนี้เหนื่อยข้ามปีมาจนป่วย นั่งนึกอะไรหลายๆอย่างถึงปีที่ผ่านมา
เวลามีเรื่องป่วยไข้เข้ามา ชีวิตก็อยากจะนอน นอน นอนและนอน

มีเรื่องมากมายหลายอย่างในปีที่ผ่านมา สุดท้ายผ่านมันมาได้และสุดท้ายมันก็จะผ่านไป

มีไม่กี่เรื่องที่นึกได้และเอาไว้เตือนใจตัวเองเสมอในเรื่องของเวลาและโอกาส
แม่มักจะบอกเสมอๆว่าให้ดูคนที่ลำบากกว่าเพื่อที่เราจะไม่ได้ไปอยู่ในจุดนั้น
เวลาท้อหรือเหนื่อย เรื่องที่นึกถึงนอกจากคำสอนของแม่และรอยยิ้มที่ใจเย็นของพ่อ
ก็คงมีเรื่องอีกสักสองสามเรื่องฝังในใจอยู่

เรื่องแรกเป็นเรื่องของชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาทำงานในไทย
ในสมัยที่รวมกลุ่มเตะฟุตบอลกับเพื่อนนั้น เราได้มีโอกาสรู้จัก ชนกลุ่มน้อยริมชายแดนไทยพม่า
เรามักเรียกกันว่ากระเหรี่ยง
วิทคือชื่อของเขา เป็นคนยิ้มง่าย อัธยาศัยดี และน่ารักมากๆ
เราเล่นบอลด้วยกันบ่อยๆจนถามไถ่ถึงนั่นนี่
วันนึงผมถามเขาว่า เข้ามาได้ยังไง คำตอบที่ผมได้ ไม่เจ็บแต่จำ

วิทเล่าให้ฟังว่า เขาหลบมาบนรถผัก นอนนิ่งๆอยู่ใต้รถและเมื่อถึงด่านใหญ่ทางภาคเหนือ
คนที่อยู่บนรถนั้นต้องเดินขึ้นเขาเพื่อหลบด่านตรวจนั้น ไกลและลึกเข้าไปในป่า
ค่าของเวลาและนาทีที่เขาเดินกันนั้นยาวกว่าสิบชั่วโมงและไกลกว่าแปดกิโลได้
เขาบอกว่า เดิน เดิน เดินและก็เดิน มันหมายถึงโอกาสและงาน และนั่นหมายถึงบ้านที่เขาจะส่งเงินกลับไป
การเดินป่าตอนกลางคืนหลบด่านแปกกิโลนั้น เขาบอกว่ามันสาหัสแต่ไม่เท่าที่เขาอยู่ที่บ้าน
ที่นั่นไม่มีอะไรนอกจากความแห้งแล้งและการไม่มีชนชาติ
วิทไม่ได้กลับบ้านนานจนเขาได้วีซ่าทำงานอย่างถูกกฏหมาย
ผมจำวันที่เขาบอกว่า ปีใหม่ผมกลับบ้านนะพี่ ผมมีวีซ่าแล้ว ถึงสำเนียงจะแปร่งๆ
แต่น้ำเสียงไม่ได้มีความเสแสร้งในความสุขนั้น

ผมมักจะเอาเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องต้นๆเตือนใจเวลาท้อหรือรังเกียจงานอะไรสักอย่างที่เราต้องทำ
เรามีโอกาสมากมายกว่าคนอื่น อย่างน้อยเราก็มีชีวิตและทางเลือกที่ดีกว่าผู้คนบนรถขนผักนั้น
ผมมักจะเตือนตนเองอยู่เสมอว่าอย่าขี้เกียจ
และอย่าทิ้งโอกาสในการทำงานกับคนดีๆ ถึงสุดท้ายมันจะไม่ดี แต่มันก็ดีที่ได้รู้และได้ลอง
ผมมีโอกาสได้เจอวิทอีกครั้งหลังจากไม่เจอนาน
ผมทักทายเขาอย่างยินดีและ เขาก็ยังมีรอยยิ้มที่ยังน่าคบหาเสมอๆฅ

เขาบอกว่าผมว่าสบายล่ะพี่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องหลบต้องซ่อน เงินเดือนก็มีเป็นกอบเป็นกำ
วิทเป็นลูกจ้างในโรงงานเฟอร์นิเจอร์เล็กๆแถวๆลาดพร้าว

ผมนึกขอบคุณรอยยิ้มของวิท ในวันยากๆเสมอ
มันไม่ได้ทำให้ผมมีกำลังใจอะไรมาก แต่มันทำให้ผมเข้าใจในวันที่ชีวิตยาก
คำว่าสบายแล้วของวิท ยังยากกว่าผมหลายเท่า
แล้วคำว่าสบายของเราๆ มันไม่หมายถึงสวรรค์ของเขาหรอกหรือ

หากใครคิดว่าชีวิตตัวเองแย่และอยู่กับสิ่งที่น่ารังเกียจแค่ไหน ลองไปเดินข้ามเขาหลบด่านตรวจคนดูไหม
ลองดูจะได้รู้ว่า ที่ว่าแย่นั้นไม่ยาก และที่ว่ายากนั้น อาจจะไม่เท่าไหร่

ในวันที่เราเสียเวลากับอะไรสักอย่าง ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่า
ผมจะไม่ยอมเสียกำลังใจของตัวเองไป
ไม่ว่าเวลานั้นจะยากแค่ไหน

และ…
คำว่าโอกาสมีสำหรับเราทุกคน แต่มันไม่ได้มาทุกครั้งเสมอไป
อะไรยังงั้นล่ะ ชีวิต

เมืองใหญ่เมืองนี้ สวัสดีปีใหม่

เมืองใหญ่เมืองนี้ สวัสดีปีใหม่

คืนวันสุขที่ 23 ธันวา 2554 น่าจะเป็นวันที่รถติดที่สุดวันนึง
มันติดตั้งแต่บ้านยันที่ทำงานเลยเถิดไปถึงที่ที่จะต้องไปดูงานที่ทำอีกที่

แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันและคืนนั้นล้วนเป็นสิ่งดี
ด้วยความที่รถติดมาก การได้จอดรถที่ธรรมดาแล้วมักจะไปไหนมาไหนกับมันไว้กับที่เป็นอีกความรู้สึกดี
มันได้ดึงอะไรหลายๆอย่างกลับมาในชีวิตด้วยสองเท้า
รู้สึกว่าได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองใหญ่เมืองนี้อีกครั้ง

การเดินเท้าออกมาเพื่อหามอร์เตอร์ไซส์ไปยังจุดหมายที่ไม่ได้ไกลอะไร แต่ถ้าขับรถไปอาจจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในวันนั้น
ไม่มีเรื่องน่ารักหรือโรแมนติคอะไรบนทางที่ไป
หากแต่สิ่งที่รู้สึกได้คือการกลับมารู้สึกร่วมไปกับเมืองเมืองนี้อีกครั้ง

เพลงใน iPhone ถูกเรียกมาเล่นระหว่างที่เดินหารถรับจ้างเพื่อไปยังจุดหมาย
แต่ด้วยรถที่ติดกับชีวิตที่คิดพลาดที่
มารู้ตัวอีกทีเพลงพามาถึงแยกที่ไกลกว่าที่คิดไว้ …ชีวิตก็เป็นแบบนั้น

บนมอร์เตอร์ไซส์รับจ้าง ชีวิตถูกแขวนไว้กับความระห่ำ ระคนขับรถได้ระยำมาก
นึกในใจพรางคิดว่า ไอ้นี่ล่ะมั๊งที่มันปาดไปปาดมาเวลาเราขับรถและอยากชน
และเมืองใหญ่เมืองนี้ก็มีแต่ความโกลาหลจนคนปวดหัว

จากระยะเวลาที่เดินมาจากออฟฟิษจนถึงรถไฟฟ้าใต้ดินและเดินลอดทางข้ามใต้ถนนไปโผล่ตึกใหญ่
ผมพบความเพลิดเพลินในชีวิตที่เกิดขึ้นในใจ
เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ ที่ได้เดินไกลๆ โดยที่ไม่มีเสียงโทรศัพท์หรือข้อความเข้ามากวนเพลงที่ฟังและดังไปถึงหัวใจ
ได้ทบทวนอะไรและมีสิ่งที่ตั้งใจเกิดขึ้นหลายๆอย่าง
ใครหลายคนหายไปจากชีวิต ในปีนี้ หวังว่าเธอและเขาคงโชคดี
นึกขอบคุณช่วงเวลาที่เราหัวเราะด้วยกัน นั่นอาจจะเป็นสิ่งดีที่สุดที่เราเคยทำร่วมกัน ที่เหลือก็คงเป็นเส้นทางของลิขิตของแต่ละคน
ใครหลายคนในปีนี้ก็เดินเข้ามาและมากด้วยน้ำใจและเมตตาเช่นกัน

ปีนี้นับว่าเป็นปีที่ไม่ได้คาดฝันแต่มันก็มากเกินใจหมาย
มีอะไรหลายอย่างในปีหน้ามานั่งรออยู่ตรงหน้าบ้านแล้ว

เขาบอกกันว่าปีหน้าโลกจะแตก…
น้ำจะท่วม แล้วก็ อะไรอีกหลายอย่าง…
มันคงเป็นเรื่องของปีหน้า
แต่ปีนี้ที่ผ่านมา บอกได้คำเดียวว่านี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ไม่อยากให้ปีใหม่มาไวๆ
อยากให้ปีนี้ยาวนานออกๆไป
ไม่ใช่อะไร ที่คิดอย่างนั้นเพราะความแก่เริ่มาไว กลัวไม่มีกำลังออกไปกระโดดโลดเต้น
หรือไม่มีแรงไปสร้างวีรเวรให้ใครที่ไหน

ถ้าพรปีใหม่มีจริงๆ ขอให้มีแรงเป็นหนุ่มแต่สุขุมแบบผู้ใหญ่ แค่นี้ก็พอใจแล้ว …
ชีวิตไม่สิ้น กูก็จะดีดดิ้นจังหวะแบบนี้ล่ะ

 

จดหมายจากผู้ประสบภัย

จดหมายจากผู้ประสบภัย

ผมกลายเป็นผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมใหญ่ปีนี้ไปกับเขาด้วยเหมือนกัน
จากที่ว่าจะไม่โดนก็กลายเป็นว่าโดนไปเต็มๆ
ยังดีที่เต็มแค่หัวเข่าเลยมานิดหน่อยและโชคดีที่มันไม่มากไปกว่านั้น
หลากหลายความบอบช้ำที่พบเห็นจากการรายงานข่าว
ผมพบว่าข่าวในชม.นี้รายงานได้ตรง ถึงใจ และมากมายไปด้วยความรู้สึกร่วม
แต่นักข่าวก็เหมือนน้ำที่ท่วมมา พอน้ำลงพ้นไปก็เหลือแต่คราบรอยเกรอะกรังของการขายข่าวไว้ไม่น้อย
นักข่าวแทบจะกลายเป็นนายก และผู้รายงานข่าวก็แทบจะกลายเป็นโฆษกรัฐบาลกันเลยทีเดียว

ผมรู้สึกเอาเอง (ย้ำรู้สึกเอาเอง) ว่ามันไม่แปลกที่จะเห็นนักข่าวบุกเข้าไปในที่ที่เราแทบจะไม่เคยเห็น
มันเป็นธรรมดาของการทำข่าวและนักข่าว หากนักข่าวอยู่ในที่ที่เราๆยืนอยู่สิแปลก
หลายๆข่าวก็ปลาบปลื้ม หลายๆข่าวก็อยากจะลืม มันก็คงเป็นธรรมดาของมนุษย์เรานี่ล่ะ

ในฐานะที่บ้านจมน้ำกับเขา จะมากจะน้อยก็ถือว่าเป็นโชคดีของชีวิตที่ไม่โดนแยะ
แต่ก็เล่นเอาย่ำแย่ไปเหมือนกัน

ผมยอมรับการเดินทางมาถึงของน้ำและเข้าใจมันพอที่จะรู้ว่ามันเป็นอุทกภัยที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย
อย่างน้อยเราก็มีเรื่องให้ลูกหลานได้เล่าขานกันไปในปัจจุบันนี้

สายน้ำพลัดทำลายพื้นถนนให้แตกและแยกออก สายน้ำทำยังงั้นด้วยเหมือนกันกับคนไทย
เป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยยืนกันคนละฝั่งได้อย่างน่าอัศจรรย์
มันก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจกันได้ในภาพรวม คนท่วมแยะก็อยากให้น้ำลด คนไม่ท่วมก็ไม่อยากโดนน้ำ
เราปลุกปลอบและให้กำลังใจกันและกันด้วยคำสวยงามที่ว่าในคราบน้ำตานี้หนามันแพ้น้ำใจ
เราให้กำลังใจช่วยเหลือกันและทำลายกันได้อย่างสะและสาแก่ใจดี
แล้วแต่ใครจะเลือกยืนบนฝั่งไหน ยืนบนฝั่งแห้งเราก็ควรออกไปช่วยคนเปียกไหม ถ้าเราเปียกเราจะอยากให้คนอื่นเปียกรึเปล่า
ห้วงทุกข์นี้ต่อสู้กันด้วยอัตตาและมัคคาในจิตใจล้วนๆ

ในช่วงเวลาที่น้ำท่วมบ้าน ผมไม่ได้นอนวิดน้ำเฉยๆ
นอกจากจะดักเตะปากเด็กข้างบ้านที่อยากเจอนักข่าวและดารามาแจกของแล้ว
ผมพยายาม(ใช้คำว่าพยายาม)ทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่งอมืองอตีนอยู่เฉยๆจนดูเหมือนชีวิตนี้จะหมดไปทันทีที่น้ำท่วมตีนฉับพลัน

มีน้ำใจมากมายที่ผมประสบและพบเจอ ที่สำคัญคนเหล่านั้นไม่ได้อยากเป็นข่าว
ไม่อยากออกข่าว และเขาเหล่านั้นไม่สนใจข่าว

ผมพบว่าการเอาข้าวใส่กล่องไม่ง่ายและมันใช้ไหวพริบมากมายในการรัดช้อนกับกล่องข้าวที่ครัวจิราธร ไม่เชื่อลองดู
ผมพบว่าการตักกระสอบทรายมันไม่ง่าย และดีใจที่เข้าใจถูกมาตลอดว่าการใช้แรงงานลำบาก
แต่โชคดีที่ตอนลำบากมีสาวๆมากน้ำใจวัยมหาลัยรายล้อม ก็พอกล้อมแกล้มไปได้
ผมพบว่า หน่วยงานที่เข้าไปช่วยชาวบ้านจับจรเข้ด้วยรถหกล้อคันใหญ่ แถมเรือบนรถใหญ่อีกสองลำนั้น
พวกเขามาไกลจากเพชรเกษามและมาด้วยทุนตัวเอง

ช่วงนาทีที่เขาเหล่านั้นวนมาส่งผมที่ปากซอย ในขณะที่ผมยืนเอาเข่าแช่น้ำ
เราขอบคุณกันและกัน และพรุ่งนี้เขาไปอพยพคนออกจากไทรน้อยต่อ

ในวันที่ท่วมแรกๆ กระเป๋ารถเมล์สาย 156 ไม่ค่อยสนใจเก็บเงินสักเท่าไหร่
แกสนใจช่วยคนหิ้วของ เดินไปถามไถ่คนที่ร่วมทางและมากด้วยน้ำใจให้ผู้โดยสาร

มีอีกมากมายและอีกหลายความรู้สึกที่ผมได้เจอมาในน้ำท่วมครั้งนี้
ผมเลือกจำเรื่องที่ดี และผมเชื่อว่าประเทศเราจะรอดพ้นไปได้ด้วยน้ำใจเหล่านี้

ผมบันทึกเรื่องพวกนี้เอาไว้เตือนใจตัวเองว่า
คนไทยอาจจะเป็นแค่ส่วนน้อยที่ผมพบเจอนี้
เป็นคนไทยที่มากด้วยน้ำใจและไมตรี
เป็นคนไทยแบบที่เราตามหาและสูญหายไปในระหว่างสงครามม๊อบหลากสีหลายปีมานี้

ประเทศนี้ผ่านอะไรมามากมายเกินกว่าที่จะล้มเพียงเพราะความโสมมของคนและความพิโรธของสายน้ำ

ผมจำชื่อคนเหล่านั้นไม่ได้ แต่ผมจำแววตาและรอยยิ้มของพวกเขาได้
บางที…
ผมคิดเอาเองว่า
การเป็นคนดีว่ายากมาก การเป็นคนดีในแบบที่ไม่หวังและลาจากแบบไม่ทวงถามเป็นเรื่องที่ยากมากกว่า

บันทึกไว้ตรงแยกไฟแดงรามอินทรา กม8 ว่า

ท้ายรถหกล้อในคืนวันพระจันทร์กลมโต
ผมนั่งสูดอากาศบนน้ำท่วมที่สูงเกินกว่าล้อรถหกล้อ

น้ำไม่ได้ท่วมจิตใจคนบนรถคันนั้น…

ค่ำคืนที่ เพ้อฝัน และอย่ามาอำกัน ว่า i know what u did last summer…

ค่ำคืนที่ เพ้อฝัน และอย่ามาอำกัน ว่า i know what u did last summer…

จำได้ว่าช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว…
ใครสักคนอกหักและชักชวนผมไปแถวๆอยุธยา
เราไปตามทางเท่าที่ฟ้าตอนสักพลบค่ำจะนำพาเราไปออกเมืองไปไกล
เราแวะพักกันใกล้ๆแถวอยุธยาและมันพาเรามาไกลบ้าน ณ.นาทีที่ยืนอยู่
ช่วงนี้ของปีที่แล้วน้ำท่วมที่กรุงเก่า แต่ไม่หนักเท่าวันนี้…

สายน้ำเมื่อปีที่แล้วพลัดเราไปอยู่ห่างและไกลจากเมื่อปีก่อน

เมื่อสามเดือนก่อน…
ผมตัดสินใจแบบไม่มีอะไรต้องคิดว่า ทำบริษัทเองก็ได้
ไม่ใช่ว่าแน่หรือแม่รวย แต่ช่วยไม่ได้ที่ผมต้องทำในสิ่งที่ต้องทำก็แค่นั้น
บริษัทที่มีเงินทุนเริ่มต้นน้อยนิดและมีคนกะจิ๊ดริด ดำรงค์ตนอยู่ได้ด้วยมิตรภาพที่ดี
แน่นอนว่าอนาคตมันไม่ได้เห็นทางทอดยาวไปไกลสักสิบปีหรือมีผู้ใจดีมาโอบอุ้มด้วยเม็ดเงินถมที่ได้
แต่มันก็อยู่ด้วยความตั้งใจและอะไรสักอย่างที่เราเชื่อมั่นว่าเราจะทำกันได้

ทำไม่ได้ก็อดตายกันเท่านั้น…

เมื่อสักเดือนก่อน…
เวลาพาเพื่อนเก่าเล่าเรื่องแก่ๆกลับมา เจอกันบนโลกใบนี้
มันทำให้ผมรู้สึกสนุก อบอุ่น และ มีความสุขที่เราได้หยอกล้ออำกัน
ขุดเรื่องขำๆสมัยเรียนมาด่าทอกันอย่างสนุกสนานและมันส์ในคำตัดพ้อ

เมื่ออาทิตย์ก่อน…
ผมและเพื่อนๆและพี่ๆหลายคนแวะเวียนไปเยี่ยมพี่อีกคนที่ประสบอุบัติเหตุ
เราแวะไปเยี่ยมชม สมน้ำหน้า แล้วก็ ห่วงหากันด้วยความสนิท
ข้อดีของการเจ็บหนักถึงขั้นสมองบุบ
ทำให้เราได้ศิลปินสีน้ำ ที่ใช้นามปากกาว่าสีถนน เพราะรถมอร์เตอร์ไซส์บิ๊กไบค์ไถไปกับพื้น
ศิลปินนิรนามวาดรูปสีน้ำได้ดีกว่าตอนเราเรียนศิลปะด้วยกัน
คาดว่าหายดี คงเปิดแกลลอรี่สีน้ำ ในนามสี(ไปกับ)ถนนได้

เมื่อคืนก่อน…
ใครสักคนขึ้นสเตตัสไว้ว่ามีไวน์กับการตั้งวงง่ายๆ
วันเวลาทำให้เราได้รู้จักใครต่อใคร แต่ไม่มีสักกี่ใครหรอกที่จะคบหาต่อหรือเรายินดีที่ด่าทอเยินยอกัน
การแวะไปไม่ได้อยากได้ไวน์ในขวดไหน แต่แวะไปเพราะอยากไปเห็นความฝันครั้งใหม่ของใครสักคนบนสเตตัสนั้น
ร้านอาหารที่ยังไม่พร้อมเปิด แต่พร้อมแล้วสำหรับการดื่มด่ำ
เคาร์เตอร์ใหญ่ถูกปเลี่ยนเป็นโต๊ะดีเจจาก iPhone ง่ายๆ
ใครและใครเปิดเพลงฝรั่งคลอเพลงของอรอรีย์ ไว้
ไม่ได้ฟังมานานและพาลให้คิดถึงวงในสมัยเรียน เราแกะเพลงของเธอคนนี้เล่นกัน
ริฟท์กีตาร์แบบเพลง ไกล หรือซาวส์ แบบเพลงแล้วเธอ
ที่ทำให้เด็กเล่นดนตรีในยามนั้น หันมาหาแกะเพลงแบบกรั๊นส์ของเธอคนนั้นกันมากมาย
เรื่องราวจากนั้นก็มาพร้อมบุคคลในฝันที่ไม่คิดว่าจะได้นั่งหัวเราะด้วยกัน
มีเรื่องราวมากมายในคืนก้ำกึ่งความฝันระหว่างไวน์และแอร์เย็นฉ่ำ
ค่ำคืนอันชวนฝันถูกบั่นทอนด้วย ดีเจ อดีตเจ้าแม่ MV สักคน
เธอเปิดเพลงเศร้าและแน่นอนเธอเร่งเร้าให้ทุกคนเร่งรีบไปกับความสนุกสนานในคืนนั้น
สนุกจนเราสงสัยในพฤติกรรมของกันและกันอย่างตลกขบขัน
i know what u did last summer…
เป็นคำที่เราพูดกันขำๆไว้ขู่กันตอนที่ไวน์หมดขวดและบุหรี่หมดซอง

เมื่อคืน…
ผมหลับลงด้วยความเพลียจากงาน และนึกถึงคืนวันแห่งความสุข
เพลงของอรอรีย์ เพลงนึงยังคงดังในหัวผม …

ในวันนี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยวันที่คล้ายวันเกิดของใครสักคนในวันที่เราไม่ได้พบเจอกันมานาน
“ระหว่างเรา” คงบอกอะไรพรรค์นั้นได้บ้าง

ใครจะคิดว่าเราจะมีวันพรุ่งนี้แบบไหน และคืนวันจะพาเราไปพบเจอใคร

ไม่ว่าจะยังไง…
นาทีที่ บ๊อบ มาเลย์ มาเยี่ยมเยือนข้างหลังเคาร์เตอร์ดีเจ ในคืนนั้น
มันสนุก ขำขัน ก๋ากั่น และมันส์ เหมือนฝันมากๆ

ไม่เห็นต้องไปสนใจว่า เมื่อปีก่อนทำอะไรไว้
ในเมื่อวันนี้และพรุ่งนี้มีเรื่องให้ชวนฝัน และแน่นอนว่า ชีวิตจะมันส์ได้อีกสักกี่ครั้งกันเชียว (โว๊ย)

ตอนที่เราไปยืนหลังเคาร์เตอร์ดีเจ ผมนึกถึงเพลงนี้
ไม่รู้ทำไม จำนาทีนั้นไม่ได้ แต่จำความสุขได้
ในคืนนั้นเราไม่ได้เดียวดายในจักรวาลนี้อย่างแน่นอน
ใครสักคนคงล่องลอยบนความสุขจนเผลอครวญออกมาเป็นภาษา…จีน…มั๊ง!!!

บนรอยเวลาที่เร่งรีบ

บนรอยเวลาที่เร่งรีบ

เช้านี้ หรือจริงแล้วตั้งแต่เมื่อคืน…
มีกลิ่นลมหนาวพัดเบาๆมาปะทะหน้าเบาๆ
มันบางเบา แต่ก็ทำให้เรารู้ว่ามันน่าจะใกล้เข้ามาแล้ว
เคยมีคนบอกว่า หน้าฝนเป็นฤดูของคนช้ำ ส่วนหน้าหนาวเป็นฤดูของคนเหงา

ส่วนคนที่ช้ำรักมาทุกฤดู ไม่ต้องบอกก็รู้เห็นอะไรก็ช้ำมองอะไรก็เหงา ไม่ต้องรอหมดฝนหรือทนหนาว

ในวันที่เราไม่ได้คาดหวัง มักจะมีอะไรมาให้เรารู้สึกน่าผิดหวังได้เสมอๆ
ไม่รู้ทำไมเราจึงเห็นคนเป็นทุกข์กันมากขึ้นในขณะที่ทุกอย่างสะดวกสบายขึ้น
เรามีการเดินทางที่สะดวกสบายกว่าสิบปีที่แล้ว แต่การเดินทางกลับบ้านยาวนานขึ้นกว่าสิบปีก่อนมากมาย
เรามีชีวิตที่มีการสื่อสารฉับไว แต่น่าแปลกที่เรากลับเข้าใจกันน้อยลงทุกที

เราต่างก็มีเรื่องผิดหวังและไม่่าจดจำกันในชีวิตทั้งนั้น

วูบหนึ่งของความทรงจำ
ผมพาตัวเองมารับฟังเรื่องราวของเพื่อนสนิท ที่เราเติบโตผ่านช่วงวัยรุ่น
เรียนจบมาด้วยกัน และบ้านอยู่ห่างกันไม่มาก
เราไม่ได้พูดคุยกันนานในช่วงที่เขามีครอบครัวและผมทำงานหนัก
การกลับมาเจอกันอีกครั้ง ไม่ได้ทำให้เราลดความสนิทลง
กลับเข้าใจและพึงรับตัวตนอีกฝ่ายมากขึ้น

เขามักถามถึงแม่ผมเสมอๆ ทุกครั้งที่เริ่มต้นคุย เช่นกันกับผมที่มักถามถึงลูกสาวเขาเสมอๆเช่นกัน

ในการพูดคุยยาวนานผ่านเรื่องของภรรยาเก่า และ วันนี้เขามีคนใหม่
เขาพูดอย่างคนที่ผ่านรักมามากและขาดรักมากอย่างเข้าใจง่ายๆว่า
ไม่มีอะไรมากหรอก ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามเรื่องของมัน
คำว่าเรื่องของมัน อธิบายชีวิตได้ชัดเจนดี
ผมชอบคำนี้

ครั้งนึงในการเล่นอินเตอร์เน็ต ผมพบคำประกาศในงาน เบิร์นนิ่งแมน
งานอีเวนท์สุดเพี้ยนกลางทะเลทราย ที่คนจัดงานกล่าวเอาไว้ว่า ปีนี้คงจัดเป็นปีสุดท้าย
ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ทุกอย่างมีเวลาของมัน
ผมชอบความรู้สึกแบบนี้

เมื่อวานตอนเย็นที่ริมฝั่งเจ้าพระยาในวันที่น้ำกำลังจะล้นตลิ่ง
ผมเดินออกไปยืนมองน้ำที่กำลังจะล้นที่ท่าวัด
เจ้าพระยาพลบค่ำสวยมาก แต่มันก็น่ากลัวมากๆในความแรงของน้ำ
เราต่างก็เอากล้องจากโทรศัพท์มาถ่ายรูป เก็บท้องฟ้าที่กำลังโรยตัวเข้าหาความมืดกันไว้

ใครสักคนเอ่ยว่าเหมือนฮ่องกงมาก แต่สวยกว่า

ลุงคนนึงคงอยู่แถวๆนั้น เดินมองพวกเราอย่างสงสัยว่า ดื่มด่ำอะไรกัน นี่ก็วิวเหมือนทุกๆวัน
มันสวยมากจนผมแอบกลับมาถ่ายรูป ตอนใกล้ค่ำเข้าไปอีกรอบสอง

ผมพบว่าลุงคนนั้นใช้โทรศัพท์ราคาไม่แพงนัก พยายามถ่ายรูปมุมที่เราถ่ายๆกัน
ผมแอบยืนมองแกไกลๆ และเดินเข้าไปแอบดูใกล้ๆ
แกไม่ได้เอาตามองกล้องในโทรศัพท์สักเท่าไหร่
สายตาแกมองท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไป แล้วใช้มือกดโทรศัพท์ไปอย่างไม่ค่อยจะได้ดั่งใจ
และไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าแกลองทำในสิ่งที่เห็นพวกเราทำกัน

ผมพบว่าเราสองคนเหมือนกันตรงที่ เราไม่ได้สนใจจะเก็บภาพไว้
เราสนใจจะเก็บความทรงจำนั้นไว้คล้ายๆกัน

ผมไม่รู้ว่าช่วงเวลานั้นเรียกว่าความสุขไหม
แต่มันสงบและดื่มด่ำมากมาย

หลายคนเดินก้มหน้าลงเรือและเร้นตัวหายไปในทางชีวิตที่เร่งรีบ
ยังมีผมและลุง ยืนมองวิวแสงสุดท้ายของเจ้าพระยาอยู่ด้วยกันคนละมุม

ผมเขียนอะไรมาทั้งหมดตั้งแต่ต้นมาจนถึงบรรทัดนี้เพียงเพื่อเอาไว้เตือนตัวเองว่า

สักนิดนึงของความเร่งรีบบนนาฬิกา
มีความสวยงามมากมายรอเราอยู่ตรงหน้า มันไม่ถึงกับต้องค้นหาหรอก เพียงแค่เราต้องรู้จักมองมัน

ชีวิตก็คล้ายๆกัน

 

 

ก็แค่อีกวัน

ก็แค่อีกวัน

เป็นความเบื่ออย่างนึงของชีวิต ที่จู่ๆเจ้ากรรมนายเวรที่เป็น โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่จอดข้างๆกัน
เกิดเลี้ยวไม่พ้นหักโค้งเบียดเอาซะกันชนหน้าสีถลอกไปเป็นแถบยาว สีกะเทาะหลุดมาจนเห็นเนื้อใน
สบายใจกันไปในวันฝนตก

ผมยืนมองดูรอยที่รถชนอย่างปลงๆ เข้าใจ และไม่เห็นต้องหาเหตุผลใดมาอธิบาย
เซ็งไหม ก็ไม่เท่าไหร่ เลือกที่จะเข้าใจมากกว่า
อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ว่า เวลามีปัญหาที่ลานจอดรถ ยามจะทำตัววุ่นวายและไม่เข้ามาใกล้เรา (ฮ่า)
อย่างน้อยเราก็เรียนรู้ว่า รถฟอร์จูนเนอร์นอกจากแพงแล้วยังใช้วงเลี้ยวกว้างตามราคารถอีกด้วย
ซวยที่จอดใกล้ๆมันจริงๆ
แน่นอนว่า โตโยต้ารุ่นแท๊กซี่ยังใหม่กว่าของผม โชคดีที่แค่สีหลุดไปทั้งแถบ
ไม่มีการยุบหรือการแตกของไฟให้เปลืองใจตามมา

มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อย่างนี้เสมอมาและเสมอไป
ในนาทีนั้นจะไปเรียกร้องอะไรจากศาลโลกก็คงไม่ใช่
จะไปฟ้องผู้ว่าก็ไม่ได้ กล้อง CCTV ตรงนั้นก็ไม่รู้ว่ามีกล้องไหม
เข้าใจ….และบอกกับตัวเองอย่างนั้นได้อย่างเดียว

แง่ดีของมันคือ จะได้ทำสีใหม่ซะที หลังจากพามันไปเฉี่ยวโน่นชนนี่มาหลากหลายแผล
แง่งามของเรื่องนี้ จะว่าไปก็เหมือนตลกร้าย
หงุดงหงิดไปสีก็งอกมาใหม่ไม่ได้ ร้ายที่สุดต้องมาอารมณ์เสียกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำ มันก็ช่างน่าขำสิ้นดี

แต่บางทีคนเราก็มักมีปัญหากับการรับมือกับปัญหาที่เราไม่ได้ก่อไว้
โชคดีที่ครั้งนี้ผมไม่รู้สึกอะไรมากนัก อาจะเหนื่อยจัดอยู่แล้ว
เลยไม่ได้อยากรู้สึกแย่ไปกับเรื่องพวกนี้อีก

บันทึกไว้บนถนนเลนสามบนถนนสาทร
วันบางวันมันไม่ได้ดีอย่างที่เราหวังหรอก
แต่เราดีพอที่จะอยู่กับมันเท่านั้นก็น่าจะพอ

จริงๆเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเปลี่ยนจากมุ่งหน้ากลับบ้านแล้วไปข้าวสารอย่างที่ตั้งใจ
เอาความจริงก็คือ ไม่ได้เสียใจที่รถโดนเฉี่ยวอะไร
แค่นึกเสียใจว่า ทำไม๊ ทำไม กูไม่ไปข้าวสาร
เป็นคนดีกลับบ้าน
เฮอะ

กินเบียร์ดำดูฝนพรำ ก็สุขล้ำไปแล้ว เฮ้อ…

ไม่ได้เจ็บปวดอะไร แต่ตั้งใจว่าจะถ่าย MV เพลงนี้เล่นๆ
แต่จะได้เห็นเมื่อไหร่ไม่รู้ กรุงเทพ มีมุมมน่าถ่ายอยู่หลายมุม
ยังคิดถึงเบียร์ดำอยู่ทุกขณะ วะฮะฮ่า

ใจลอย…

ใจลอย…

ในม่านฝนและเงาของฟ้าที่มืดครึ้ม
หลายเดือนแล้วที่ผมพาตัวเองมาอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยา
ถึงจะมองไม่เห็นแต่เมื่อมีเหตุให้ผ่าน หลายครั้งเสน่ห์ของแม่น้ำมักจะชวนผมออกนอกเส้นทางเสมอ
บนเรือข้ามฟากที่ไม่ไกล ผมอยากให้มันยาวออกไปอีกสักหลายสิบกิโล

เหมือนนานจนคล้ายว่าจะมีอะไรพลัดหายไปในเจ้าพระยา
ใครบางคน ถนนของวันวาน หรือร้านรวงที่คุ้นเคย

บนเรือข้ามฟากจากสี่พระยาไปคลองสาน ไม่มีอะไรมากไปกว่าวิวแม่น้ำ เรือผ่านไปมา
และสำหรับคนที่อยู่แถวนั้น คงคร้านที่จะมองหาความงามของมัน
และพระจันทร์คงไม่ได้สวยเหมือนวันก่อนๆ

เหมือนจะนานในกาลเวลา แต่ไม่ช้านักเรือก็พามาถึงฝั่งแห่งความจริง

ตึกสูงใหญ่ขึ้นเต็มสองฝั่ง บางวิวมันคล้ายเมืองนอกเมืองนา
ระลอกคลื่นแม่น้ำอาจไม่สวยงามเท่าคลื่นลมทะเล แต่มันก็เรียกความว้าเหว่ได้บางๆ

นาทีนั้นคงเรียกร้องความสวยงามอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น
กวีขี้เมาสักคนอาจกำลังรจนากลอนผ่านฟองเบียร์ไว้คลอเคลียร์ให้คนรักยามที่เธอข้ามกลับมาจากฝั่งนั้น
ภาพเมื่อครั้งเก่า และนาทีนี้หาคนเหงาเขียนกลอนได้ยากเต็มที…
บางทีเขาอาจจะถามใครหลายล้านคนว่าเหงาไหมผ่านเฟซบุคลอยลมไป
หนุ่มออฟฟิษอาจจะหาวิธีที่จะขึ้นเรือข้ามกลับฝั่งลำเดียวกับผู้หญิงคนที่เจอทุกเช้า
ถ้าโชคดีเธอคงไม่มีใครมาส่งข้ามเรือ
ถ้าโชคร้าย ใครสักคนพาเธอขึ้นสะพานสาทรไปพร้อมรถในแอร์เย็นฉ่ำ
หนุ่มคนนั้นอาจจะต้องหาสาวคนใหม่ ไม่เป็นไรเขาเล็งไว้สองคนพร้อมกันเสมอๆ

ถ้อยคำในกาลเวลาบอกไว้ว่าสายน้ำไม่หวนกลับ
แต่การปล่อยใจลอยไปกับสายน้ำ
นอกจากจะได้เวลาเก่าก่อนหวนกลับ
การพบรักกับเส้นทางเดินเรือเล็กๆ ในเจ้าพระยาไม่ถึงกับน่าค้นหา
แต่กลับมาก็ถึงกับรู้จักกับคำว่าหลงไหล

ชีวิตที่ลมพัดใจเพอย่างนี้ ก็ได้แต่ปล่อยใจลอยไป
ก็เหมือนที่เพลง ใจลอย ของทีโบนบอกเอาไว้
แค่นอนหลับฝันบางตอน สุขนั้นงดงามเหลือเกิน

เจ้าพระยา…ในวันฝนปรอย
ล่องใจให้ลอย ลบรอยในใจ

ทางลัด

ทางลัด

เป็นคนชอบใช้ทางลัดในการหลบหนีรถติด
ไม่รู้ทำไม จนหลายคนมักถามว่าเคยขับแท๊กซี่มาก่อนรึเปล่า
หนักๆเข้า บางคนถามว่า ทางเปลี่ยวซอยลึก มึงนึกมาทำอะไรพิเรนท์แถวนี้ใช่ไหม ถึงได้รู้จักทางเหล่านี้

ไม่มีคำตอบใดๆ ให้เข้าใจผิดหรืออะไร
แต่โดยนิสัยไม่ชอบไปรอคอยอะไรในถนนที่มีรถแยะๆ การไปทางลัดที่บางครั้งมันไม่ลัด
ให้เวลาที่อาจจะนานเท่าแต่เราก็ยังได้เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ

ไม่ช้าและไม่นานไปกว่าการจอดติดในสี่แยกเดิม

ย้อนความทรงจำไปในระยะเวลาบนทางชีวิตจริงๆ
พบว่าตนเองไม่เคยมีทางลัดเหมือนชาวบ้านเขา
ไม่มีแม้แต่เงาของความโชคดีมาย่างกราย

ประเภทนึกอะไรไม่ออกซื้อ กท.เลขรถแล้วถูกหวย หรือมีคนรวยๆมาอุปถัมภ์นี่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

บนซุปเปอร์ไฮเวย์ของชีวิต บางทีมันก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
ในถนนของชีวิตทุกคนมีจุดมุ่งหมายที่จะไป บางคนใช้ความเร็วที่เร่งร้าย
ไม่สนแม้แต่จะไปทำให้ชีวิตใครพัง มีแต่เรื่องของตัวเองที่จะไปถึงฝั่ง
บ้างก็หกล้ม หกลุก ลงข้างทางแล้วก็หายไป ไม่ได้กลับมาบนถนนของชีวิตอีกก็มีให้เห็น
บ้างก็ละเลยไปถึงพาคนที่รักลับหายไปด้วย ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

หากเราเรียนรู้ที่จะชลอความเร็วบนวงล้อชีวิตเสียบ้าง
ความงามสองข้างทางก็น่าจะพอช่วยกล่อมเกลาเราได้

หลับตาแล้วนึกถึงทางลัดที่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตสบายขึ้น
บนทางห่างไกลถนนใหญ่เหล่านั้น มีอะไรให้เราเรียนรู้และสุขใจเสมอๆ
บนถนนที่ไร้รถใหญ่วิ่งแข่งกันไป อาจจะมีดอกหญ้าร่ายระบำอยู่กลางทุ่งนา
หรือสุดสายตาอาจจะมีปุยเมฆตัวอ้วนกลมตัดกับเส้นขอบฟ้า
ที่ที่รอยของเวลาก้าวย่างมาไม่ถึง

ที่ที่ทำให้เรารู้ว่าเราก้าวมาทำไมเราหลงทางไหม แล้วเราจะเสียกำลังหรือน้ำมันหมดตรงหลักไหนของชีวิต

ผมนึกถึงทางลัดที่ไม่ลัดที่หนึ่ง

มันพาผมเลี้ยวลงจากไฮเวย์ตรงธนบุรีปากท่อ
วิ่งเลาะอ่าวไทยเข้าสู่ชะอำ
เส้นทางของถนนนั้น หยอกล้อและเล่นซ่อนหากับทะเลอยู่เป็นเนืองๆ
บ้างก็แอบมาพบกันตรงหัวโค้ง
บ้างก็โผล่ให้เห็นเป็นเส้นขนาน
บางครั้งก็เห็นกันไกลๆผ่านทุ่งหญ้าสีไพรในน้ำกร่อย

บนถนนของชีวิต ผมพบว่าทางลัดนั้นไม่ได้ลัดอะไร แต่มีนาทีที่จับใจและต้องหยุดรถไว้หลายที
บางวิวที่ดี ถึงกับต้องเตือนตัวเองให้ไปต่อ

บนถนนของชีวิต ผมพบว่าบางครั้งถนนที่ออกนอกเส้นทางและอ้อมเหล่านี้
มีข้อดีมากมาย

สุดท้ายเมื่อกลับมาบนถนนใหญ่อีกที

ผมพบว่า ผมไม่ได้เลี้ยวลงไปเพื่อทำเวลาให้ดี
ผมเลี้ยวลงไปเพื่อให้ได้เวลาดีๆต่างหาก

เวลาดีๆที่เราหลายคนหลงลืมไป
ทางลัดที่ว่าไม่เคยลับ
มีเพียงแต่หัวใจที่ใฝ่หาความงามเท่านั้น ที่จะมองเห็น

You can dance, you can jive, having the time of your life

You can dance, you can jive, having the time of your life

You can dance, you can jive, having the time of your life…

ไม่แน่ใจว่าได้ยินประโยคนี้ครั้งแรกเมื่อตอนไหน
แต่แน่ใจว่าโตไม่ทัน ABBA แต่ทว่าเพลงที่ล่องลอยอยู่เหนือกาลเวลาที่ชื่อว่า Dancing Queen ยังคงหน้าที่เปิดฟลอตามงานปาร์ตี้ต่างๆอยู่ในทุกวันนี้
หลายๆครั้ง ในหลายๆที DJ หลายคนคารวะงานปาร์ตี้และเปิดฟลอเต้นรำด้วยเพลงที่ชวนให้คนออกไปเต้นกันในเพลงนี้

หลายครั้งที่มักจะแอบเปลี่ยนเนื้อร้องว่า You can dance, you can die, having the time of your life…
ด้วยความเข้าใจผิดเมื่อครั้งฟังใหม่ๆและเข้าใจว่าเนื้อร้องร้องว่า die ไม่ใช่  jive อย่างที่ในเพลง
ตามประสาคนเรียนมามากโตเมืองนอกเมืองนาและเคยถูกแอร์โฮสเตทสายการบินแห่งชาติหัวเราะเยาะว่า
การออกเสียง tree กับ three ของผมฟังแยกกันไม่ออก ก็นะ…หาได้อายไม่
การฟังคำว่า   jive เป็น die จึงเป็นความผิดพลาดไร้ยางอายอย่างเสียไม่ได้
แต่บอกตรงๆว่าพอเปลี่ยนเป็นคำว่า  die แล้ว ความหมายมันถูกใจและน่าลงไปชักดิ้นชักงอให้ตายมากๆ

ในวันที่ชีวิตมีทางเลือกไม่มากเท่าไหร่เราเลือกทำอะไร
ในขวบปีที่ผ่านมาผมเห็นคนล้มหายตายจากไปในทางใช้ชีวิตมากมาย
คงจะดีกว่าถ้าพวกเขาเหล่านั้นจากโลกนี้ไปทางการหมดลมหายใจ

การเดินอยู่บนทางแห่งชีวิตแบบไร้วิญญาณเป็นเรื่องที่ไม่น่าพบพานเป็นอย่างยิ่ง

น่าแปลกใจที่อยู่ๆผมก็ฮัมเพลงนี้ขึ้นมากลางแยกไฟแดงในดึกดื่นคืนฝนพรำ
ผมคงกลัวตัวเองที่จะเดินมีลมหายใจแต่ไร้ซึ่งวิญญาณแบบคนเหล่านั้น

ผมค้น CD เก่ามาเพื่อเปิดเพลงนี้ในรถ กลางไฟแดงที่มีฝนโปรยเป็นจังหวะ
ผมชวนหัวใจตัวเองออกมาเต้นรำกับวรรคทองวรรคนั้น
You can dance, you can jive, having the time of your life…
ผมไม่ได้สนใจจะมองหา Dancing Queen คนไหน
แต่ผมร้องเพื่อให้หัวใจยังคงเต้นรำต่อไป ถึงแม้เนื้อหาที่ผมร้องอาจจะเปลี่ยนไปจากต้นฉบับอย่างที่บอก
You can dance, you can die, having the time of your life…

เราเต้นซะ หรือจะตาย เรามีความสุขในช่วงเวลาของชีวิตนี้ซะ
ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ผมจะเต้นไปกับชีวิตและสนุกไปกับจังหวะของมัน
ไม่ว่าชีวิตจะมีช่วงเพลงช้าสโลซบน่านอนแค่ไหน

ผมเลือกจะเต้นมากกว่าตาย
You can dance, you can die, having the time of your life…
ไม่ว่าใครจะบอกว่าผมเพี้ยนที่ไปแปลงเนื้อเพลงเขายังไง
แต่ในวันที่ผมเต้นไม่ได้น่าจะเป็นวันที่หายใจไม่ไหว
การสนทนาและตอบคำถามกับยมบาล น่าจะเป็นสิ่งที่หฤหรรษ์
ถ้าท่านยมอยากให้ผมเล่าให้ฟังนะ
แต่ถ้าไม่ ผมคงจะร้องเพลงฮึมฮัมของผมไป

ไม่ว่าในวันนั้นมันจะเป็นนรกขุมไหน
ตราบใดที่เรายังร้องเพลงได้
กะทะทองแดงมันคงจะกลายเป็นจากุชชี่ท่านยมมี่คงเป็นดีเจได้
สนุกจะตายชีวิต