วุ่น

วุ่นจนเหมือนว่านาฬิกายังลืมหน้าที่ของตัวเองไป
มันเหมือนจะมีวันเวลาให้ใช้ แต่ก็เหมือนมันก็ผ่านไปคล้ายอากาศ
การจับต้องวันเวลาไม่ได้ก็คงคล้ายคนลืมฝัน
ไม่มีอะไรให้จดจำเอาไว้สักอย่าง

ตราบเท่าที่เรายังต้องหายใจ การทำงานเพื่อแลกให้ได้สมมุติฐานของสังคมที่เรียกว่าเงินมาใช้จ่าย
ดูยังเป็นเรื่องที่ยังต้องทำให้นอนดึกและไม่ได้ตื่นสายของใครบางคนเสมอๆ

ถ้าโคตรพ่อไม่ได้ร่ำรวยหุ้นมาหรือว่าโกงคดีอาญาจนร่ำรวยหรือไม่ได้ถูกหวยรัฐชุดใหญ่(ซึ่งแม่งต้องซื้อกี่ใบไม่ทราบได้)
ผมก็เชื่อว่ามนุษย์ทำงานกินเงินเดือนไม่มีทางรวยได้

บางคนหาเงินเพื่อนั่งรถไปทำงาน กลับถึงบ้านก็หมดเงินพอดี
ไม่มีเงินจะไปต่อโอกาสความร่ำรวยใดๆให้กับชีวิต จะซื้อหวยยังต้องคิดว่าคุ้มไหมถ้าต้องต้มไวไวไปสักมื้อสองมื้อ

มนุษย์แห้งแล้งในโอกาสได้ขนาดนั้น

ในวันที่สังคมประเทศเสรีแห่งตะวันออกเฉียงใต้มีคนจบปริญญาโทมากมาย สังคมเราก็ไม่ได้มีคุณภาพอะไรมากขึ้น
คนจบสูงกว่า หางานทำง่าย แต่ทำเป็นไหมนั้นคืออีกเรื่องของอีกโลก

คนจบ ป.4 คนนึงเคยสอนผมไว้เมื่อยังเยาว์ในการมีชีวิตหลังจบใหม่ๆว่า
ไม่ว่าจะงานอะไร รับผิดชอบตัวเองดีพอไหม และที่สำคัญถ้าทำอะไรไปใครจะเดือดร้อนหรือเปล่า

ในวันที่ มี 10 วิธีทำเงิน 20 วิธีบริหารจิตใจ 30วิธีใก้กำลังใจคนทำงาน 40 วิธีบริหารหนี้บัตรเครดิต 50 วิธีทำออฟฟิศเล็กๆให้เป็นมหาชน

น่าแปลกที่ผมเห็นแต่คนไม่มีมารยาทเต็มบ้านเต็มเมืองบนถนนหนทาง ต่อให้รกร้างแค่ไหน คนพวกนี้ก็มีอยู่ทั่วๆไป

น่าแปลกที่เรื่องของการให้ความเคารพกันมันหายไปในทุกวัน เราขาดความเคารพคนจ้างงาน และขาดความเกรงใจคนที่ถูกจ้าง (แถมบางทีจ้างคนมาเพื่อด่าเราซะอีก)
แปลกกว่านั้นคือ ยิ่งกร่างยิ่งเท่และดูมีเสน่เป็นของตัวเอง
คนสมัยนี้ ติไม่ได้

ป้านักการภารโรงแถวมหาลัยแห่งนึง เคยสอนลูกเขาเสมอว่า
ไปลามาไหว้ บุญคุณคนต้องจำให้ได้ มารยาทจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนจบสูงแค่ไหนก็ได้ยกมือไหว้เรา
อย่าเห็นเงินที่ตกอยู่ข้างทางเป็นของเรา จงภูมิใจเงินในกระเป๋าที่เราหามาได้เอง

ผมเชื่อว่าลูกนักการคนนั้นโตมาไม่ร่ำรวยหรอก โชคดีก็คงเป็นพนักงานกระจอกกระจอกที่ไหนสักที่
ถ้าโชคร้ายก็คงร่ำรวยไปด้วยอะไรสักอย่าง

ในวันที่คนสมัยนี้น่าจะมี app สอนลูกใน ipad กันแล้ว ไม่น่ามีใครใส่กระบวนการทางความคิดที่มากมารยาททางจิตใจไว้ให้ download

บางที มองย้อนกลับไป มันก็ไม่มีอะไรชี้วัดสักอย่างว่าอะไรถูกหรือผิด ดีหรือไม่
ไม่มีอะไรบอกได้แน่ชัดว่าเขาหรือใครไร้มารยาทอย่างไร
ตราบใดที่เขาหรือใครเลือกความพึงพอใจ เรามักไม่สนหรอกว่าจะเกิดความไม่สบายใจกับใคร
สุดท้ายการนึกถึงคนอื่นก่อนตนนั้นไซร้ เป็นเรื่องของมหาบุรุษและฮีโร่ทั้งหลายเขาทำกันไว้
ถามว่าใครอยากจะเป็นไหม…ส่วนใหญ่ก็คงไม่

ฮีโร่ส่วนใหญ่มักจะตายอย่างเดียวดาย และถูกสรรเสริญในตอนที่ป้ายหลุมศพของเขาถูกคนจำได้
ส่วนผม ขอเป็นคนธรรมดาที่เดินผ่านคนแล้วไม่อาย ไม่ต้องถึงกับมีคนกราบไหว้
ไม่ต้องถึงกับมีคนจำชื่อแซ่ได้

เอาแค่เขาไม่ดีใจเวลาผมตายก็ชื่นใจแล้ว

Posted in Uncategorized | 1 Comment

พาหมอไปหาหมา

หน้าฝนส่งสัญญานมาแล้วในดึกดื่น
หลายคนคงกำลังฝันอยู่ในความฉ่ำของกลางวันที่ร้อนเร่า

เหมือนความสุขชั่วคราวพอเช้าก็กลับไปร้อนจนเส้นสมองเต้นกระตุกเหมือนเดิม

ข้อดีของการไปเจอคือวันเก่าๆในคืนฝนพรำมีเรื่องน่าขบขันมากมาย
บางเรื่องก็น่าไปแก้ไข บางเรื่องก็น่าเข้าใจ
ส่วนบางเรื่อง ผ่านๆมันไปน่ะดีแล้ว

บ่ายวันร้อนแดดการได้พูดคุยระหว่างไปรับหมอมาฉีดยาหมา กลายเป็นเรื่องที่น่าขบขันปนสำราญใจจนเราลืมไปว่าเรากำลังยืนตุยกันไปหัวเราะกันไปกลางแดดร้อนกว่า 36 องศา
มันเริ่มจากประโยคง่ายๆที่ว่า สงกรานต์ไปเที่ยวไหน
ผมตอบว่าไม่ได้หยุดและไม่ได้ไป ผมทำงาน

หมอผู้คร่ำเคร่งและเขาดูเนิร์ดเกินกว่าจะชอบปาร์ตี้ บอกกับผมว่างานของผมสนุกดี
และเป็นไปได้เขาอยากกลับไปเรียนสถาปัตย์ดูสักที
เขาบอกว่าเรียนหมอน่าเบื่อสิ้นดี ทั้งๆวันอยู่แต่เลือดกับยา จวบปีที่ห้าเข้าปีที่หก
หมอผู้เกือบละทิ้งความฝันบอกว่า เขาคำนวนแล้วว่าปีสุดท้ายต้องเรียนแค่ไหน
เขาจึงเลือกโดบ้างเรียนบ้าง เอาแค่จบ หลังจากที่เขาเกเรออกไปนั่งใต้ถุน”ถาปัด”ในบ่ายวันหนึ่ง
ถึงขนาดลงทุนไปนั่งเรียนรวมกับเด็กคณะอื่นเพียงเพื่อจะรู้ว่า
ไอ้คณะที่เขาฝันจะเป็นนักหนามันเหมือนกบในกะลาสำหรับเขา

เขาบอกว่าเขารู้ลึกน่ะใช่แต่เขาไม่เคยรู้ว่าโลกนี้มีอะไร
“คุณเคยรักใครสักคนไหม” หมอเอ่ยถามลอยๆ
“เหมือนคุณแอบรักสาวอักษรน่ะ หูยยยชอบไปดักรอดู ไปนั่งไกลๆมองเขากินข้าว แต่หลังจากโรงอาหารเราไม่รู้อะไรเลยนะ”
“ตกกลางคืนเขาอาจจะไปเที่ยวเมา มีแฟนเก้าคน ชีวิตผมคือแบบนั้น ไม่รู้อะไรเลย…อันนี้ผมยกตัวอย่างนะ ไม่ได้ว่าเขานะ ฮ่าๆ”
เขาบอกว่า เขารู้สึกสนุกเมื่อเรียนรวมกับคณะอื่น มันทำให้เขารู้ว่า ในขณะที่หมอมองเรื่องกการเงินเหมือนการจ่ายยา
ถาปัดมองการเงินไปอีกทาง และแน่นอนว่าคนเรียนอาร์ทมองเงินเป็นสิ่งไม่น่าคบหา…จนกว่าจะไม่มีกิน

เราคุยย้อนไปถึงวิชาแนะแนวแล้วก็ขำกัน วิชาที่ว่างและร้างไร้อนาคตวิชานั้น ไม่เคยบอกอะไรที่เป็นแนะแนวเราเลย
นอกจาก หมอ ทหาร ตำรวจ นายธนาคาร เราไม่เคบพบว่าอาชีพออื่นๆน่าจดจำในสมัยนั้น

ผมสารภาพตรงๆว่าไม่รู้จักคณะนิเทศศาตร์เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน จวบจนเรียนจบมาน่ะล่ะถึงได้รู้จักสิ่งที่อยากจะเป็น
หมอที่ดูเคร่งขรึมทุกครั้งที่มาหา ดูเป็นคนที่น่ารักและมองโลกแง่ร้ายนิดๆดี

หมอเอ่ยแบบไม่เชิงถามว่า หรือมันจะเป็นข้อดีที่เราไม่รู้วะ ไม่งั้นผมว่าเราคงเละเทะกว่านี้ เราอาจจะเรียนไม่จบ ผมอาจจะไปอยู่แถวแม่ฮ่องสอน ไปวาดรูปแบบนั้นเหรอ

เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ ตอนที่ผมวนรถกลับมาส่งแกที่คลีนิคเล็กๆในซอยฝั่งตรงกันข้าม

ระหว่างขับรถกลับ ผมนึกถึงภาพหมอที่แอบเกเรในปีสุดท้ายแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้

ชีวิตที่ไม่รู้วันพรุ่ง มีเสน่ห์ในตัวมัน
วันนี้คงแตกต่างออกไปตราบใดที่เราเลือกทำในสิ่งที่เป็นเรา
ให้กลับไปแก้ไขอดีตไหมก็คงไม่

ผมคิดถึงเพื่อนๆที่เรียนจบมาด้วยกัน บางคนเป็นโฟร์แมนโครงการใหญ่ บางคนไปไกลถึงขนาดเป็นผู้ดูแลโครงการหมู่บ้านหลักร้อยล้าน
บางคนอยู่ออฟฟิศใหญ่โตและมีชื่อเสียงทางการออกแบบภายใน

ผมไม่ได้ไปเป็นแบบนั้นและไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น แต่ก็รักวิชาที่เรียนมา

ผมรักปัจจุบันพอๆกับรักการนั่งจิบเบียร์เบาๆในคืนวันเสาร์
มันไม่สำคัญว่าจะนั่งกินกับใคร มันสำคัญมากที่จะกินยังไงไม่ให้เพลียและแฮงค์ในเช้าวันอาทิตย์

ผมไม่อยากเป็นคนที่ลืมตัวเองว่าเป็นใครและเติบโตมาจากไหนอย่างไร
การเป็นคนแบบนั้นมันอาจจะมีความสุขในวันนี้
แต่การพบเจอวันพรุ่งนี้แบบไม่เหลือใคร
นึกไม่ออกว่าการไม่เหลือใครจะนับความสุขได้จากหน่วยความจำไหน

คงคล้ายการกินเบียร์ที่ไม่มีความเย็น กินเพื่อให้ได้กิน ไม่ได้มีความสุขใดๆผ่านลิ้นลงคอไปก่อมะเร็งตับใดๆเลย

มีความสุขกับชีวิต ก่อนที่ชีวิตจะไม่มีสุขดีกว่า
มองคะแยง ปะลาจุ๊กกรู้ อีบาล่ะฮา ว่าเอาไว้

Posted in Uncategorized | 1 Comment

บขส. รอรัก

เวลาเหมือนเหมือนน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในแก้วเหล้า มันเหมือนจะมีอยู่แต่ก็ละลายอย่างรวดเร็ว
ความสุขก็คงเหมือนการที่เรายกแก้วนั้นรินเข้าปาก มันเหมือนจะมาก แต่ก็ถูกกลืนลงลำคออย่างรวดเร็ว
การจะมีความสุขครั้งใหม่ต้องใช้เวลาปรุงเพิ่มเล็กน้อย
หากคิดจะสุขเลยแบบเทเหล้าเข้าคอ ก็ดูจะเป็นการมีความสุขแบบไม่บันยะบันยังไปหน่อย
สุขแบบนั้นเร็วแต่สั้น และอาจพลาดพลั้งเป็นภาระคนอื่นที่หลัง

การได้มีโอกาสพูดคุยกับคนอื่น มักสร้างความตื่นใจอยู่เสมอ
ล่าสุดการได้พูดคุยกับคนที่เรียกว่ามีเงินเดือนใกล้เรือนแสนสักคนทำให้ผมอิ่มใจได้อย่างบอกไม่ถูก

ก่อนหน้าที่เขาจะมีเงินเดือนเรือนแสนและใส่นาฬิกาเรือนละหมื่น
เขาเคยนอนอยู่ที่ท่ารถ บขส. อยู่ถึงสามเดือน
สามเดือนนั้นเขาไหว้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้ยามที่นั่งหลับเป็นเพื่อนเขา
ระหว่างการพูดคุย เขาจำไม่ได้แล้วถึงเสียงเพลงของทรานซิสเตอร์เครื่องเล็กที่ยามเปิดคลื่นเพลงอีสานจนเขาหลับไป
เขาลืมกลิ่นห้องน้ำที่เหม็นรำไรอยู่ปลายจมูก จะจำเก้าอี้ยาวที่แข็งจนคร้านแม้แต่นั่งไปทำไม
ในเมื่อวันนี้เขามีคอนโดอยู่อย่างสุขสบาย

ระหว่างการคุยกันในขณะที่เขาคิดว่าเขาได้ความทรงจำเหล่านั้นกลับคืนมา
ผมเองก็ได้ความน่าค้นหาในการหลงลืมของเขาเช่นกัน
เราเหมือนหนังสือคนละเล่มที่เปิดอ่านกันคนละหน้า

วิธีที่ง่ายที่สุดของการอ่านชีวิตใคร ให้กลับไปอ่านหน้าแรกของเขาใหม่
อ่านคำนำด้วยก็ได้ เพราะคำนำมักจะอธิบายความตั้งใจในการเป็นเขามากที่สุด

การพูดคุยสั้นๆแต่เต็มไปด้วยความทรงจำอันยาวนานนั้น จบลงตรงเขาคนนั้นจำตัวเองได้
ส่วนผม อาจะกำลังนั่งคุยกับคนที่ยิ่งใหญ่คนนึงในวันข้างหน้า

การจบบทสทนาวันนั้นสั้นและกระชับ เขาบอกเพียงแค่ว่าเขาจะกลับไปนั่งที่เดิม
ที่ที่เขาเคยนอน ที่ที่เขาใช้พักผ่อนและหลับตาทั้งๆที่ยังไม่เห็นวันพรุ่งนี้ที่อยู่ตรงหน้า

ผมบอกเขาว่า ถ้าเมื่อไหร่เราไม่รู้จะคิดถึงอะไรให้คิดถึงวันเก่าๆ
ไม่ว่าวันเก่าๆจะไม่น่าจดจำแค่ไหน อย่างที่ไม่เลวร้ายมันก็ทำให้เรามีวันนี้
ในวันที่แย่ที่สุดที่มี ก็ไม่แย่เท่าวันนี้
ในวันที่มันดีก็เก็บเอาไว้ใช้ในวันนี้ที่อาจจะแย่

หลังการพูดคุยกับคนที่นอนที่ท่ารถ บขส.คนนั้น คนเงินเดือนเหยียบแสนนั้นเหมือนจะหายไป
สุดท้ายผมไม่รู้ว่าเขาเจอคนที่เคยนอนที่ บขส. จริงๆไหม เขาคงตอบตัวเองได้
เขาคงรู้แล้วว่า การไม่มีอดีตมันเหงาแค่ไหนในปัจจุบัน
กลับมามองตัวเอง ผมพบว่าตัวเองในวันนี้กลายเป็นคนมั่งมี
มันไม่ได้มีมากมายหรอก แต่มันมีมากพอ
มันมากพอที่จะไม่อิจฉาใครที่มีรายได้มากกว่า หรือได้เดินทางไกลกว่า

พอที่จะไม่มองคนอื่นแล้วทุกข์ มากที่จะไม่ต้องตะกายแล้วสุข
เราร้องขออะไรกันมากมายในปัจจุบัน ขอบ้าน ขอเงิน ของาน ขอคนรัก

เราลืมขอความสุขจากพระเจ้ากันแล้วหรือปล่าว ความสุขที่มันเปลี่ยนเป็นมูลค่าไม่ได้
แม้แต่บางคนที่ใกล้ตาย ยังอยากได้มันสักครั้ง

Posted in Uncategorized | 1 Comment

บ้านนี้มีห้องว่างให้เช่า

ในชีวิตเราๆ มักจะมีขี้เมาสักคนอยู่ในซอยบ้านเสมอๆ
เหมือนพล๊อตหนังทั่วๆไปไม่ว่าละครหรือหนังใหญ่ที่เรามักจะเห็นใครสักคนนั่งเมาอยู่กลางทางก่อนถึงบ้านไม่กี่เมตร
นอนเมาหลับ พูดอะไรตลกๆ หรือแม้กระทั่งคร่ำครวญอะไรบางสิ่งที่คนทั่วไปพากันขำขัน

ทุกครั้งที่กลับบ้านจะต้องผ่านบริเวณร้านชำเล็กๆกลางซอยที่มากด้วยคนงานและบ้านเช่า
บางครั้งวงเหล้าก็ลงมาถึงกลางถนน บางทีมันก็ลุกลามนั่งต่อๆกันไป
เบียร์ลีโอ เหล้าขาวและกับแกล้มเอาเท่าที่พอหาได้ไม่ลำบาก
บางครั้งแกล้มน้ำเปล่าพอบรรเทาอาการฝืดคอก็เหลือจะพอแล้ว

ชายวัยกลางคนอายุสักสี่ห้าสิบได้คนนึง มักจะนั่งท้าทายแรงโน้มถ่วงอยู่บนเก้าอี้เสมอๆในช่วงหัวต่ำ

ลำตัวที่เอียงเหมือนจะล้มแต่ไม่ล้ม มักทำให้หลายคนขำเสมอๆ

ในช่วงเย็นถึงค่ำหลายๆคนในซอยจะชินตากับภาพนี้เรื่อยมา
ผมไม่ค่อยรู้จักอะไรมากนัก นอกจากรู้สึกรำคาญเวลาที่ผมกลับบ้านแล้วแกมักจะนั่งขวางทางรถ
และบางทีเดินช้าๆด้วยอาการทรงตัวไม่อยู่แบบไม่หลบใคร

หากแต่ใครสักคนตื่นเช้าและบางทีช่วงสายๆของวัน
ชายขี้เมาคนนั้นจะมาถึงหน้าบ้านของเราด้วยคำพูดที่ไพเราะเสนาะหู พร้อมคำทักทายดีๆเสมอๆ
“สวัสดีครับ ไปรษณีย์มาส่งครับ…วันนี้หยุดหรือครับ…คุณป้าเซ็นต์รับเอกสารด้วยครับ”
อะไรก็แล้วแต่ของโลกใบนี้ทำให้เขาคนเดียวกันนี้น่ารักและหลายคนอยากสนทนาด้วย

เมื่อวันก่อนป้าผ่องถามผมว่าจำขี้เมาที่ทำไปรษณีย์ได้ไหม เขาตายแล้วนะ
ผมฟังด้วยความรู้สึกเฉยๆไม่บวกไม่ลบ แต่ก็มีความรู้สึกอธิบายไม่ได้อยู่ในนั้นเบาๆ
เขานอนตายอยู่ในห้องเช่าเล็กๆนั่นล่ะ ไม่มีญาติเพื่อนพี่น้องใดๆ คนข้างห้องเห็นว่าวันนี้ไม่ตื่นไปทำงานเลยเปิดห้องไปดู
ปรากฏว่านอนตัวแข็งไปแล้ว
มีมูลนิธิมารับตัวไป หลังจากนั้นไม่มีใครรู้อะไร

ผมไม่แน่ใจว่าคนในซอยนี้จำเขาคนนี้ในแบบไหนไปรษณีย์มีน้ำใจ หรือขี้เมาที่ไม่สนใจใคร
หรือว่าขี้เมาใจดีคนนั้น
ไม่มีใครบอกอะไรได้ว่า เขามาจากไหนมีญาติไหม

โลกนี้คงไม่มีใครจำเรื่องเล็กๆเรื่องนี้เมื่อวันเวลาผ่านไป
บ้านนี้มีห้องว่างให้เช่า ถูกเขียนไว้อย่างลวกๆตรงร้านชำนั้น

ผมกลับบ้านด้วยความสบายใจมากขึ้น ในยามดึกดื่นไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีใครโผล่มา
หรือมีใครเดินเซมาขวางรถไว้ให้หงุดหงิดใจ

การใกล้ถึงบ้านในเชิงสัญลักษณ์ของผมได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
ไม่ว่าจะง่วงแทบจะหลับในตายมาจากแยกไฟแดงไหน
ผมจะระวังเป็นร้อยเท่าเมื่อใกล้ถึงบ้าน เพราะรู้ว่าจะมีใครสักคนเมาอยู่ข้างทางตรงนั้น
เพื่อนเพียงคนเดียวที่มักจะส่งผมเข้าบ้านด้วยการนั่งพิงกำแพงแบบไม่เคยรับรู้ความหมายของแสงดาวจะอยู่ตรงนั้นเสมอ

ผมคิดเอาเองแบบกวีขี้เมาและอยากจะรจนาอะไรสักอย่างทิ้งไว้ในคืนวันที่คนพลีกายถวายตัวให้เซนต์วาเลนไทน์ผ่านทางการร่วมรักบ้าง
แต่ก็นึกอะไรไม่ออกนอกจากแค่อยากจะรู้ว่า
อะไรหรือความรู้สึกแบบไหน ที่ทำให้คนที่ยิ้มร่าและอารมณ์ดีในตอนกลางวัน
ทิ้งรอยยิ้มที่มีอยู่และจมไปกับความหม่นเศร้าและความผิดหวังหลังขวดเหล้าในตอนกลางคืน

อะไรแบบนั้น อย่าเกิดขึ้นกับฉัน เท่านั้นพอ

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

จดหมายรักถึงกรุงเทพ

กรุงเทพ…
เหมือนจะเป็นสวรรค์และนรกในที่เดียวกัน
มันเป็นสวรรค์สำหรับคนบาป และนรกสำหรับคนไร้บ้าน
มันสว่างไสวด้วยแสงไฟ และมันมืดเกินไปในยามที่ไร้แสงตะวัน
กรุงเทพก็เป็นมายังงั้น
กรุงเทพไม่เคยมีระเบียบและไม่เคยรู้จักกับคำว่าวินัย
การมาถึงของรถร่วมบริการและมินิบัสจวบจนการครอบครองป้ายรถเมล์ด้วยรถตู้และถัดไปอีกนิดด้วยแท๊กซี่
รถเมล์จอดอยู่เลนส์สอง แน่นอนว่าเราต้องฝ่ากะทะทอดของและเตาปิ้งย่างตรงป้ายรถเมล์บนทางเท้าเพื่อไปขึ้นรถนั้น

ดูเหมือนกรุงเทพสบายๆแต่ก็ไม่เคยมีใครหยุดหายใจ
รถมอร์เตอร์ไซส์คือรถชนิดเดียวที่ไม่เคยรออะไรได้
การไปให้ถึงหน้าไฟแดงด้วยวิธีไหนก็ได้คงคล้ายการทำกลยุทธทางการตลาดที่ทำยังไงก็ได้ให้ขายได้
กรุงเทพน่าจะมียอดขายถล่มทลายทางความคิด

เรามีกรุงเทพที่เกรี้ยวกราดและมีไฟลุกโชนอยู่เนืองๆ
น่าเสียดายที่ไฟนั้นเป็นไฟแห่งการโกรธแค้น ไม่ใช่ไฟหรือสายลมแห่งการพัดพาความเจริญและจิตใจพัฒนา

กรุงเทพในวันที่เป็นเมืองใหญ่ด้วยคนอาศัย แต่เป็นเมืองเล็กๆด้านจิตใจ
คนร้องหาสิ่งที่เขาอยากได้มากขึ้นและดังขึ้น

ย้อนกลับไปเมื่อยังเยาว์ การขับจักรยานไปไหนมาไหน มันก็มีความยากเย็นไปตามอะไรของมัน
การโดนรถเมล์เบียดที่หน้าสยาม หรือการหนีรถเก๋งบีบแตรไล่แถวทางรถไฟสายปากน้ำ
เป็นแนวทางของกรุงเทพมานานแล้ว

กรุงเทพเคยมีความทรงจำที่ดีและยาวนานกับการเป็นเมืองแห่งเทศกาล
เราเคยเป็นเมือวแฟชั่นและเมืองหนังสือโลกอะไรขนาดนั้น
เราเคยใช้ถนนทั้งเส้นและบางทีเราปิดมันตั้งแต่ก่อนสาย
เพื่อให้งานอะไรสักอย่างเกิดขึ้นบนนั้น
วันนี้กรุงเทพปิดถนนเพื่อประท้วงหาใบลานที่ไม่เคยมีใครอ่านมัน

ผมคิดถึงกรุงเทพเมื่อครั้งนั้นๆ มากกว่าที่จะเดินออกไปมองมันด้วยสายตาชิงชังอย่างเช่นทุกวันนี้

หากแต่แค่หันหลังให้ ชีวิตที่ไม่มีเสียงบีบแตรและถนนที่ไม่มีรถปาดกันก็เงียบเหงาเกินไป
คล้ายๆการหลงรักใครก็ได้ที่เดินสวนกันทุกวัน โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเจ้าของเขาคนนั้นไหม
สลึมสลือทางหัวใจและก็ไม่หายสงสัยในทุกวันที่เจอกัน แต่ก็แค่นั้น

ไม่มีวันที่กรุงเทพจะเหมือนเดิมและไม่มีวันที่มันจะไม่เปลี่ยนไป
คิดถึงกรุงเทพ..ในวันเก่าๆ
ถ้ามีเงินสักร้อยล้าน จะเอาเงินมาลงจัดงานเทศกาลดนตรีฟรีสักสิบปี
ปิดถนนอโศกจัดเทศกาลอาหารนานาชาติสักยี่สิบสองปีคงดีไม่น้อย
สุดท้าย ขอให้กรุงเทพฝันดีและมีวันพรุ่งนี้ที่ดีๆขึ้น
ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น กรุงเทพตอนนี้เหมือนคนที่เป็นผื่นแล้วไม่ตื่นมาเกา
พอเช้ามาก็นั่งเศร้าๆ เพราะว่าเราก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม

ขอบคุณพี่โน๊ตอุดม และเจ้าของคลิปที่เอามาลง

Posted in Uncategorized | Leave a comment

หลงๆลืมๆ

หลังๆมานี่ การจะเขียนอะไรเก็บไว้สักอย่างดูเป็นเรื่องยาก
ไม่รู้ว่าด้วยอายุที่มากหรือว่าชีวิตที่เจอแต่เรื่องยากๆขึ้นตามวัยก็ไม่รู้ได้

บางทีอาการหลงๆลืมๆ มันก็บอกอะไรเราได้หลายอย่าง
หลายๆอย่างเข้าบางทีเราก็หลงๆลืมๆไปกับเขาและใครได้ง่ายๆเอา

หลายๆครั้งอาการลืมของคนอื่นก็ลอยมากระทบหูโดยไม่ได้ตั้งใจ
หยิงสาวสักคนต่อว่าแฟนที่ลืมเธอ
ชายหนุ่มที่ทำงานจนเบลอจนลืมไปว่ามีแฟนรออยู่ มองอีกมุมเขาและเธออาจจะตั้งใจลืมใครคนนั้นไว้จริงๆก็ได้
ในถ้อยคำต่อว่า เราอาจจะพบเจอความค้างคาของชีวิตตรงไหนสักที่

บางคนลืมคืนวันที่เคยลำบาก ลืมบางคืนที่ยากจะข่มตา
ค่ำคืนเหล่านี้มักจะย้อนกลับมาเวลาที่เขาหรือใครลืมตัวได้ง่ายๆและบ่อยๆ

บางคนก็โทษคืนวันเก่าๆ จนลืมว่าเขามีวันนี้ที่มีความสุขแค่ไหน
คล้ายๆนักบวชที่ลืมไปแล้วว่าการทำนุบำรุงศาสนาต้องทำยังไง

ผลหลับตานึกถึงตัวเองในวันที่อายุเริ่มมากและชักจะหลงๆลืมๆ

ในวันเวลาแบบนี้เราต่างมีเวลาละเมียดกับอะไรสักอย่างน้อยลง

กว่าจะรู้ตัวผมก็กลายเป็นคนเมืองที่รีบเร่งและเร่งรีบทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันไปซะแล้ว
ผมเหลียวมองหนังสือที่ซื้อมาไว้ และคิดจะอ่านอยู่สองสามเล่ม แต่ก็เมื่อยสมองเกินกว่าจะรับอะไรเข้าไปบันเทิง
นี่ยังไม่รวมอีกสองสามเล่มที่เพื่อนยัดมาให้ว่า มึงลองอ่านดู

ผมหยิบเล่มโปรดมาปัดฝุ่น อ่านบางตอนของบางเล่มที่ตัวเองชอบ
การเติบโตมากับหนังสือเล่มแรกๆอย่าง”หนุ่มนักโบกและสาวขี้บ่น”ทำให้ผมพ้นวัยการ์ตูนมาก่อนเพื่อนๆ
แล้วชีวิตก็อยากออกเดินทางแบบหนุ่มนักโบกในท้องเรื่องเล่มนั้น สมจุ้ย เจตนาน่าสนุก คือใคร ก็ไม่รู้จัก
รู้แต่ว่าชอบนักเขียนอีกคนนึงชื่อ ศุ บุญเลี้ยง เขาเขียนเล่มเดียวกับ สมจุ้ย

……………………………………………………………………….

บางครั้งการกลับไปหาคืนวันเก่าเก็บ เพื่อระลึกถึงและเตือนตนไว้
อาจจะทำให้เราไม่หยาบคายกับปัจจุบัน และลดความหุนหันกับอนาคตลงได้

ในวันที่ลืมว่าจะเขียนอะไร
ผมไม่เคยลืมว่าตัวเองมาจากไหน

…………………………………………………………………………….

ผมลืมไปแล้วว่าจะเขียนเรื่องนี้แล้วยังไงต่อ
ลืมประโยคไปจบแล้วเมื่อเขียนมันมาเรื่อยๆ

อายุอาจจะทำให้เราลืมคืนและวัน
แต่หัวใจ ไม่เคยลืมอะไรแบบนั้นจริงจังสักที

 

Posted in Uncategorized | Leave a comment

บันทึกของกาลเวลา

Reblogged from Ramintra บัน(อึก)ทึก:

 

ยาวนานเท่าที่เวลาทำหน้าที่ของมันด้วยการลบความทรงจำออกไปในบางส่วนบ้าง

ผมพบว่าตัวเองเดินย้อนรอยอยู่บนความทรงจำเมื่อครั้งเยาวว์วัย

บนถนนนิมมานต์ที่ผมเริ่มจะคุ้นเคย...

และแน่นอนบนความสวยงามของคนและเมืองเชียงใหม่ ผมก้าวเท้าเดินออกไปในเมืองแห่งความสวยงามและเมียงมองถึงความงามของสาวเจียงใหม่

 

ใครบางคนถามว่า สนใจมาอยู่ที่นี่เลยไหม มีงานให้มีเงินให้แน่นอน

ไม่นะ ยังไงก็รักบ้าน รักกรุงเทพ มีคนรออยู่

แต่รักเชียงใหม่แบบหลงไหล ไม่ไปก็คิดถึงและบางครั้งก็เผลอเรอ เฉไฉไปบนความสวยงามและโนมเนื้อของเมืองนี้

 

ในรอยเวลาของเชียงใหม่ ผมเดินทบทวนตัวเองผ่านความทรงจำในหลายๆครั้งและแน่นอนว่ามีผู้คนมากมายมาเกี่ยวข้องอยู่เรื่อยๆ

เพื่อนที่เรียนจบมาที่เดียวกัน

น้องที่ทำงานที่เดียวกัน

น้องที่เคยทำงานที่เดียวกัน

และใครบางคน ในห้วงเวลาของการพบเจอนั้นๆ

มันช่างสวยงามและ บางครั้งก็หวามไหว

 

การมาเชียงใหม่ครั้งแรกในเยาว์วัย

จำได้ว่าผ่านเถินและถ้าขุนตาลที่ถนนสวยงามและมันคดเคี้ยวเหมือนดั่งใครเอาเถาวัลย์ที่เลื้อยพันขาแข้งและหัวใจไว้

 

หลังจากนั้นก็มีเครื่องบินที่สั้นในเวลาและรวดเร็วปานการเดินพบเจอรักในวอร์มอัพและมังค์กี้

แต่ก็ขาดความงามบนพื้นถนนและสองข้างทางไป

 

เย็นย่ำของการมาครั้งนี้

ผมพบความตื่นเต้น สนุกสนาน และตื่นใจ

เมื่อผมพาตัวเองขี่รถมอร์เตอร์ไซส์คันเล็กๆ ขึ้นดอยสุเทพและพาตัวเองไปซื้อตั๋วรถทัวร์ที่อาเขต

เรา...หมายถึงผมและพี่ที่เป็นทั้งเพื่อนผู้มีพระคุณและเจ้านายผู้มีอารมณ์ขันมากมาย

เดินถามเคาร์เตอร์แล้ว เคาร์เตอร์เล่าเพื่อหาตั๋วพาเรากลับบ้าน

ในยามบ่ายวันศุกร์

 

เพื่อนที่ทำงานไกลออกไปทางลำพูน ช่วยเหลือและโทรหา พร้อมกับบอกว่า ไม่ได้กลับแน่ๆถ้ายังเฉื่อยชาแบบนี้

ไหนใครบอกคนเจียงใหม่ไม่รีบ...

 

เคาร์เตอร์สุดท้ายปลายทาง เราได้ตั๋วรถมาสองใบ พร้อมกับอาการลิงโลดในใจ เพราะอะไรก็ไม่รู้

3 ทุ่ม รถสูง 2 ชั้น พาผมออกจากอาเขต รถไปกรุงเทพจากหลายบริษัทออกตัวเรียงกันไปเกือบสิบคัน

เรียงกันไปในความมืดเหมือนหิ่งห้อยที่ล่องลอยไปกลางหุบเขา

 

ใครและใครหลับไหลไปกับการขับกล่อมของขุนเขาที่เอียงซ้ายบ้างขวาบ้าง

ผมตื่นอยู่ในความมืดมิด

และหลับไหลไปบนความอ่อนเพลีย

เห็นป้ายบอกทางไปบ้านใครสักคน บนถนนของความรัก

Posted in Uncategorized | Leave a comment